หญิงสาวในสุญญากาศ

 

cover galaxy5 crop

“หญิงสาวในสุญญากาศ” ของมาญาส่งมอบความลึกลับละมุนครุ่นครวญผ่านเลนส์ภาพอนุภาคภาษา บทบรรยาย ประกอบโมเลกุลในชั้นบรรยากาศในทุกๆ ย่อหน้า ทุกเรื่องราวเรืองแสงหอมหวานในหยาดไวน์ด้วยฟิสิกส์ความเหงา ไม่เพียงเท่านั้น เพราะเรื่องสั้นของมาญาพัดพาเราลอยคละสัมผัสแสงเหนือ เราเป็นมวลฟองอากาศประหลาดสวยงาม และยอมเป็นมากกว่าสถานะที่ 4 ของสสาร ซึ่งเธอสามารถสร้างโลกส่วนตัวเชื่อมโยงการเดินทางไกลในความรู้สึกลึกๆของเราอย่างอัศจรรย์

และไม่ใช่เพียงปฏิกิริยาแยกรังสีความเข้มข้นในความว่างเปล่า เพราะเราพบเสน่ห์น่าหลงใหลของการสืบค้นข้อมูลอ้างอิงผสานเติมเต็มพล็อตที่จงใจละทิ้งบทสรุปของเส้นเรื่องที่คอยฝังจำในการอ่าน จุดคลี่คลายปมที่เคยคาดหวัง หรือที่คุ้นชินว่าว่าจัดวางหนึ่งชุดความจริงในย่อหน้าสุดท้าย เพราะมาญามอบทิศทางภาษา เวลา และพื้นที่เหตุการณ์ในสุญญากาศของหญิงสาวซึ่งแตะเพดานพลาสม่าพรั่งพรมระหว่างที่เราเดินเท้าเปล่าเงียบเหงาลำพังกับความรู้สึกที่พิเศษชะมัด ตลอดเส้นทางภูมิทัศน์ย้อนพายุแสงอยู่ข้างในคู่ตาที่หลับลงระหว่างระลึกถึงบทสนทนากับหญิงสาวปริศนาคนหนึ่ง ท่าทีและถ้อยคำสนทนาเหมือนสะเก็ดดาวในหลุมดำที่ทำให้โลกหมุนต่อ นาฬิกาที่เข็มนาทีบิดงอเป็นตะขอ พิสูจน์การพาความร้อนก่อนเกิดพายุ เราแยกตัวอยู่ในอาณาจักรกลางคืนมากกว่าตื่นรับแสงนิวเคลียร์ในกลางวัน เราฟังบทกวีเพลงในคืนที่ดวงจันทร์จดจ้อง เราจึงคลั่งเรื่องสั้นของมาญาเป็นบ้า และไหวลุดลอยไปกับภาษาที่ครุ่นครวญนั้น

ปลายเดือนกันยายน “หญิงสาวในสุญญากาศ” กลายเป็นชุดเรื่องสั้นที่ทำให้เราหายใจช้าลง แม้กระทั่งลมหายใจในสายฝนหม่นชื้นก็ช้าลงตาม

บางที สักวันหนึ่งในความเป็นจริง ที่ปลายสุดขั้วโลก อาจมีหญิงสาวบางคนเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้อีกครั้ง ซึ่งเธอเองก็จำไม่ได้ว่าอ่านไปกี่รอบแล้ว ระหว่างอ่านพลางพักสายตา นิ่งมองแสงเหนือซ้อนซับแสงใต้เหม่อแถบริ้วโบกพร่างพราว สถานที่อันเหน็บหนาว ไอระเหยจากดาวฤกษ์เย็นในจักรวาลคู่ขนาน กาลอวกาศที่ทิ้งปีแสงแห่งการรอคอย ความตายที่หยุดหมุนรอบความลับที่เวิ้งว้างว่างเปล่า แรงดึงดูดในสุญญากาศที่เคยปกคลุมโบรลงกราวิก ภูมิทัศน์ที่นำเธอมาวางไว้ในท่วงทำนองลึกลับเสมอมา ใจกลางชั่วขณะคลี่ความทรงจำ เผยครึ่งใจความแฝงกระซิบทีละบรรทัด ผ่านช่วงคลื่นสนามแม่เหล็กโหยอ่อนของดาวโลกดวงจันทร์และกลุ่มก๊าซความฝัน

เพลงประกอบหลังการอ่านคำนำ    Gloomy Sunday – Original Hungarian version

*เนื้อความคัดลอกจากคำนำสำนักพิมพ์

หมายเหตุ

หญิงสาวในสุญญากาศเป็นรวมเรื่องเล่าของมาญา เคยลงตีพิมพ์เป็นตอนย่อยๆ ใน Lush indie Magazine: นิตยสารวรรณกรรม ศิลปะ ดนตรี หนัง และเรื่องสุนทรีย์ร่วมสมัย ตั้งแต่ฉบับ 1-8 (ช่วงปีพุทธศักราช 2547-2551)

9 ปีผ่านไปนับตั้งแต่การเล่าครั้งสุดท้ายในปีพุทธศักราช 2551 เรื่องเล่าเกี่ยวกับมาญาก็เลือนไป เหมือนผงฝุ่นที่ฟุ้งลอย ปลิวไกลออกไปในกาลอวกาศ

สำหรับฉันการระลึกถึง ‘มาญา’ บางที มันก็คล้ายๆการตามหาความฝันที่สูญหายมาช้านาน หนทางนั้นแสนไกลและก็รู้แก่ใจดีว่าฉันไม่มีทางตามหาเธอเจอในโลกจริงนี้ 

ด้วยความคิดถึง

หญิงสาวในสุญญากาศ ผู้เขียน มาญา
จักพิมพ์รวมเล่มครั้งแรก (ฉบับทำมือ 70 เล่ม) ตุลาคม 2560 โดย เหล็กหมาดการพิมพ์
ความหนา 70 หน้า ราคา 200 บาท

 

Advertisements

ชั่วขณะทอดตามองนอกหน้าต่างของโอลีฟ

ov

ฉันชิงชังความสัมพันธ์อยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม บางทีฉันมองว่า คนส่วนใหญ่นั้นชอบทำมักง่ายในความสัมพันธ์ เอะอะก็รักเอะอะก็ชอบ แล้วเดี๋ยวเดียวก็เกลียดกัน

ฉันเห็นคนที่เคยชอบพอกันมากแล้วต่อมาไม่นานก็ระอาต่อกันมาก ฉันคิดว่ามีสาเหตุมาจากการความสัมพันธ์ที่มักง่าย

ในทุกความสัมพันธ์นั้นสร้างความร้าวรานใจ เมื่อเกิดในหมู่ญาติพี่น้องก็ทำให้เราเกิดความห่วงหาอาทร ฉันคิดว่าความรักต่อพ่อแม่ญาติพี่น้องนั้นบางครั้งก็เป็นความทุกข์ได้เหมือนกัน

ส่วนความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรู้จัก มันไม่คงทนและมีความชั่วคราวอยู่ในทุกๆความสัมพันธ์แบบนี้ และแสนเปล่าเปลี่ยวที่สุดเห็นจะเป็นความสัมพันธ์ของคู่รักที่เมื่อวันหนึ่งไม่อาจเดินร่วมทางกันต่อไปได้อีกและถ้าแม้แต่มิตรภาพก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ มันจะเหลือก็แค่คนแปลกหน้าที่สร้างรูโหว่ให้ชีวิตเรา

ฉันรู้และเห็นค่าของความสัมพันธ์ดี เพราะทั้งชีวิตนอกจากพ่อแม่ญาติพี่น้องแล้ว ก็มีไม่กี่คนที่ฉันหาญกล้าจะเอาชีวิตไปผูกพันด้วย

ฉันเป็นคนไม่จริงใจหรอก  เพราะกลัวความสัมพันธ์ และพูดกันตรงๆ เลย ปัญหาของฉันคือ ฉันเกลียดผู้คน หงุดหงิดและขี้รำคาญ ฉันนั้นก้าวร้าวเย็นชาและไม่น่าคบหา

ฉันเองก็ไม่รู้ว่าอะไรหล่อหลอมให้ฉันเป็นคนอย่างนี้

.

มีหญิงคนหนึ่งที่ใครหลายคนบอกว่า “ถ้าได้รู้จักเธอแล้วคุณจะหลงรักเธอ”

แต่ฉันไม่รู้สึกอย่างนั้น โอลีฟ คิตเตอริดจ์ คือหญิงนางนั้น เธอไม่น่ารักเลย เป็นนางหญิงปากร้าย และมีทัศนคติเหมือนหนาม ฉันรักเธอไม่ลง แต่เข้าใจดีและคิดว่าเธอก็คนคนหนึ่ง และฉันว่ามนุษย์เรามันมีสันดานบางอย่างที่ทั้งทำให้ผู้คนเกลียดแต่ขณะเดียวกันก็มีอะไรที่ทำให้เข้าอกเข้าใจและเห็นใจอยู่ในที

ไม่รู้สิ–ทุกครั้งที่ฉันนึกถึง โอลีฟ คิตเตอริดจ์ ฉันเห็นเงาวูบไหวของตัวเองในตัวโอลีฟ

ฉันคิดว่าโอลีฟก็เหม็นเบื่อผู้คนเหมือนที่ฉันเป็น เธอไม่ชอบอยู่คนเดียว แต่ก็เกลียดที่จะอยู่กับผู้คน ฉันคิดว่าลึกๆแล้วโอลีฟหวาดกลัวความสัมพันธ์ กลัวแม้กระทั่งความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของตัวเอง ความสัมพันธ์ที่บางครั้งเเงียบเชียบชวนกระอักกระอ่วนใจ

และ–สำหรับฉัน(อาจรวมทั้งโอลีฟด้วย)ความเกลียดกลัวความสัมพันธ์นั้นโตตามอายุ ยิ่งแก่ยิ่งหลีกเร้นและขลาดที่จะผูกสัมพันธ์กับผู้คน

บางครั้งเราไม่ได้อยากก้าวร้าว แต่บางทีการทำตัวก้าวร้าวมันทำให้เราได้อยู่สุขในอาณาจักรของตัวเอง

ฉันนึกถึงช่วงเวลาอยู่สุขของโอลีฟ ยามทอดตาออกไปนอกหน้าต่างห้อง ลมพัดแผ่วๆ มองแดดบ่ายส่องแสงอาบทิวลิป จากหน้าต่างนั้นฉันเห็นเธอล้มตัวลงนอนงีบหลับตะแคงกอดวิทยุทรานซิสเตอร์ไว้แนบอก

ชีวิตมันก็อย่างนั้น เมื่อทิวลิปตาย ใบไม้ร่วง หิมะลง โอลีฟนอนตะแคงมองท้องฟ้ามืดนอกหน้าต่าง เห็นดาวดวงเล็กๆ พลางคิดว่าตัวเองเป็นใครในโลกประหลาดอันไม่อาจเข้าใจได้นี้

แล้วเธอก็คิดถึงดอกทิวลิป–คิดว่าปีหน้าเธอจะปลูกดอกทิวลิปอีกมั้ย

.

Olive Kitteridge เป็นนวนิยายที่ไม่ได้มีแค่เรื่องของโอลีฟ แต่มันเป็นหนังสือที่เล่าเรื่องราวของเมืองเล็กๆและผู้คน ความเจ็บปวด ความรัก ความหวัง ชีวิตอันเหนื่อยล้า และการคอยเฝ้าถามตัวเองว่าเราจะผ่านช่วงชีวิตอันเลวร้ายนี้ไปได้อย่างไร จากนั้นแล้วเราก็สูดลมหายใจลึกเข้าปอดแล้วพูดอย่างขมขื่นในใจว่าเราจะผ่านมันไปได้

ตัวหนังสือของสเตราต์นั้นบางทีก็ทำให้เราต้องเอามือทาบอกซ้ายของตัวเอง สำรวจว่าอะไรที่อยู่ในนั้นมันยังเต้นอยู่ดีหรือเปล่า–

ให้รู้สึกใจหายและว่างโหวง เมื่อคิด–ไม่รู้ว่าชีวิตจะพาเราไปถึงหนไหน

.

olv

 

Olive Kitteridge
Elizabeth Strout เขียน
ฉบับภาษาไทย แปลโดย อิศรา
แพรวสำนักพิมพ์
ดนตรีประกอบการอ่าน This moment | Bela Nemeth

พุทธศักราชอัสดงฯ: ทรงจำแหว่งวิ่นของผีที่วิญญาณแตกสลาย

sunset1

เธอลองจินตนาการภาพสึนามิตวัดตัวเราเข้าไปอยู่ในเกลียวของมัน..

ก็คงจะโรแมนติกไม่น้อยถ้าได้ไปหมุนคว้างอยู่ในเกลียวคลื่นของ Hokusai… ตายก็ได้–จะให้ไปหายใจต่อในนรกหรือสวรรค์ที่ไหนก็ยอม

วินาทีตรงกลางระหว่างคลื่นลูกที่สามและสี่ของสึนามิ สำหรับฉันมันราวกับว่าความหวังกับไม่อยากจะหวังอะไรอีกต่อไปแล้วมัน ก้ำกึ่งอึงอึน

กาลครั้งหนึ่ง ฉันเคยรู้สึกอะไรแบบนั้น แต่ก็นานจนเกือบๆจะจำความรู้สึกนั้นแทบไม่ได้แล้ว จำได้แค่รางๆว่า ความเจ็บปวดนั้นแสนสะอาดและหอมหวาน แล้วก็บางห้วงขณะมันรู้สึกไม่อยากหลุดออกจากวังวนนั้นเลย เสพติดความเจ็บปวดอยู่อย่างนั้น ยึดติดอยู่กับความทรงจำหนหลังเหมือนผีที่ไม่ยอมไปผุดไปเกิด รื่นรมย์กับการหมุนคว้างปั่นป่วนอยู่ในคลื่น และ Orgasm กับหายนะและเรื่องวายวอดที่เกิดขึ้นในชีวิตตัวเองอย่างเมามัน –masochism in Romantic Circles–

ในคำนำ พุทธศักราชอัสดงฯ ผู้เขียนบอกไว้ว่า

นี่คือนิยายที่เขียนถึงวินาทีระหว่างคลื่นลูกที่สามและสี่ของสึนามิ… วินาทีอันแสนจะเปราะบางตรงกลางระหว่างความหวัง

แต่ฉันกลับรู้สึกว่า มันน่าจะเป็นอารมณ์ของนิยายอีกเล่มมากกว่า อาการอึงอึนในคลื่นสึนามิที่ยกมามันเป็นอารมณ์เกิดขึ้นตอนอ่าน ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต  มันทำให้เรารู้สึกรู้สากับชีวิตที่มีหายนะเกาะหลังเกาะไหล่ โศกนาฏกรรมมักจะร้าวราน ขมขื่นกลืนกินเรา แต่เราก็หลงใหลมัน รักมันหัวปักหัวปำ

ส่วน พุทธศักราชอัสดงฯ  แม้จะเป็นโศกนาฏกรรม แต่ก็ไม่เปราะบาง ออกจะค่อนข้างหนักหน่วง พลังในการเล่าเรื่องล้นเหลือ   ฉันได้อ่านมันเมื่อหลายเดือนก่อน(ประมาณปลายปี 2559) มาวันนี้ก็แทบจะหลงลืมเรื่องที่อ่านไปหมดแล้ว เหลือไว้แค่ความประทับใจและทรงจำลางๆจางๆ ในบางเรื่อง แต่สิ่งหนึ่งที่จำได้ดีทีเดียวคือ แรกที่เจอกันในร้านหนังสือ ฉวยหนังสือจากชั้นมาก็กรีดเปิดไปเจอย่อหน้าหนึ่ง จนถึงวันนี้แล้ว มาอ่านซ้ำก็ยังรู้สึกกับมันเหมือนวันแรกที่ได้อ่าน

ฉันไม่รู้ว่าอาการขนแขนลุกชันมันเกิดขึ้นกับมนุษย์เราเพราะปฏิกิริยาทางจิตใจหรือเพราะอะไร

ก่อนสิ้นล้ม โดยมีจดหมายกับรูปถ่ายวางไว้บนอกราวกับสมบัติล้ำค่า…เช่นเดียวกับแม่ของเขา ฮงยังตั้งชื่อให้ลูกที่ยังไม่เกิดว่าตงตามชื่อพ่อที่ไม่เคยพานพบ แหละเช่นนั้น ที่เขาเติมเต็มช่องเวิ้งเว้นในสาแหรกวงศ์ตระกูลลงด้วยตงอีกคนแทนที่ตงผู้ทิ้งบ้าน สาบสูญหาย ไม่เหลือร่องรอย…

ได้กลิ่นของโศกนาฏกรรมโชยมานะ เธอว่ามั้ย

และดังนั้น ฉันเลยเปลี่ยนใจ เอาหนังสือเล่มนั้นกลับบ้าน ทั้งที่ตอนแรกไม่คิดจะอ่าน เพราะรู้สึกว่าใครๆก็พากันอ่านมัน น่าหมั่นไส้

ขณะที่อ่าน ฉันได้กลิ่นบางอย่าง กลิ่นแบบที่เราคุ้นเคย เปรียบเปรยเหมือนใครเอาผ้ามาผูกปิดตาเราไว้จากนั้นก็ยัดอาหารชนิดหนึ่งเข้าปากเรา แล้วเค้าถามว่ามันคืออะไร… ฉันไม่แน่ใจหรอกชื่ออาหาร แต่ฉันบอกได้ว่ามันมีกลิ่นอบเชยและยิ่งกว่านั้นกลิ่นของจันทร์แปดกลีบนั้นแรงมาก ฉันจำกลิ่นของมันได้

พุทธศักราชอัสดงฯ  ทำให้ฉันนึกถึง “พวกบูเอนดิยา” ขึ้นมาเลยทีเดียว โศกนาฏกรรมละม้ายคล้ายกัน การเมือง ผี ผู้คน ครอบครัว ความหวัง ความทรงจำ เรื่องฉิบหายวายวอด และความตาย (แม้จะมารู้หลังจากนั้นแล้ว ถ้าจำไม่ผิด ผู้เขียนเคยบอกไว้ว่าแรงบันดาลใจในการเขียนมาจาก Pedro Páramo แต่ฉันก็ยังรู้สึกว่า ร้อยปีฯ ส่งกลิ่นแหลมทะลุกระดาษออกมาเลย — อืมม จะว่าไป ฉันเองก็ไม่เคยอ่าน Pedro Páramo หรอกนะ)

เอาจริงๆ นะ ฉันไม่ตื่นเต้นกับความยอกย้อนในการเล่าเรื่องของนิยายนี้ แต่กลับชอบเรื่องเล่าชีวิตของตาทวดตง กับยายทวดเสงี่ยม เรื่องการเดินทางมาสยามของตาทวดตงช่วงปลายยุคชิง(เข้าใจว่าจำช่วงเวลาไม่ผิดนะ)ทำให้นึกถึงหนังสือของอู๋จี้เยียะขึ้นมา (เล่มนี้น่าจะเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่อ่านสนุกอีกเล่มหนึ่ง)

พุทธศักราชอัสดงฯ  ฟังดูแล้วให้รู้สึกเหมือนการนอนหลับตอนโพล้เพล้ เนื้อเรื่องบางช่วงบางตอนก็ไม่รู้ว่าผีเล่าหรือคนเล่า เพราะอ่านแล้วให้ความรู้สึกเหมือนผีหลอกผีอำเกือบทั้งเรื่อง อ่านจนหน้าสุดท้ายก็นึกสงสารผีที่วิญญาณแตกสลายตั้งแต่ยังไม่ได้เกิด สรุป ทั้งคนอ่านทั้งผี ฟื้นจากเมาคลื่นสึนามิพร้อมกัน

พอจะเข้าโค้งโศกนาฏกรรม นักเขียนของเรามักจะงัดเอาไอเทมลับมาใช้ในการเล่าแล้วก็แอบเหยาะเครื่องเทศทางภาษาที่เป็นอัตลักษณ์ของตัวลงไป คนอ่านแค่ลองเปิดๆชิมๆดมๆดูหนึ่งย่อหน้าก็ตายใส่ หยิบฉวยมาเป็นของตนแบบไม่ตั้งตัว แล้วก็เมาคลื่นตัวอักษรเป็นวรรคเป็นเวร กว่าจะกลับมาหายใจหายคอได้ตามปกติ ก็อ่านนิยายจบโน่นแหละ

ทั้งหมดทั้งมวลของเรื่องนี้ ขมวดปม “โศกนาฏกรรม” เนียนๆ หลอกผีกันทั้งเรื่อง ไม่ต้องเอาหรอก รางวี่รางวัล (แอบคิดว่า) เล่มนี้เขียนดีกว่าเล่มไส้เดือนฯ ที่ได้ซีไรท์ถมถืด

เธอล่ะ อ่านหรือยัง พุทธศักราชอัสดง กับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ

พุทธศักราชอัสดง กับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ | วีรพร นิติประภา | สำนักพิมพ์มติชน | 2559

แหวกว่ายในบึงเรื่องเล่าของพวกบูเอนดิยา

GF f

“I’d like to take one, If i may”…

“At one time they were a mark of subversion, but now they’re relics”…

“It’s wonderful memento,”….

“Colonel Aureliano Buendía was one of our greatest men”

ฉันรู้จักกับตระกูลบูเอนดิยาตั้งแต่อายุยังไม่ยี่สิบ หลายๆเรื่องเกี่ยวกับตระกูลนี้ทำให้ฉันนึกถึงครอบครัวของตัวเอง ด้วยว่าตระกูลของฉันก็เป็นตระกูลใหญ่มีสมาชิกมากหลายคล้ายๆตระกูลบูเอนดิยา และแต่ละคนต่างเกาะเกี่ยวกันเหนี่ยวแน่น แต่ละคนต่างมีเรื่องเล่าและตำนานเป็นของตนเอง

ในบรรดาบูเอนดิยาทั้งหมด ฉันประทับใจคุณย่าอูร์ซูลา ด้วยว่าคุณย่าแกมักทำให้ฉันนึกถึงวันวัยที่ได้ล่วงเลยมานานแสนนาน..

ในช่วงยี่สิบปีนับแต่รู้จักกับพวกบูเอนดิยา ฉันอ่านซ้ำเรื่องราวของพวกเขาถึงสามครั้งสามครา ความรู้สึกในแต่ละครั้งนั้นแปลกต่างกันออกไป

ในครั้งแรกนั้นฉันอัศจรรย์ใจกับหนังสือเล่มนี้มาก ด้วยเพราะเป็นการอ่านนวนิยายแปลเล่มหนาเล่มแรกๆ ในชีวิต  ตำนาน ความเชื่อ การอพยบ พวกยิปซี และคำสาป หลายต่อหลายเรื่องเป็นสิ่งที่ “จูนกันติด” กับตำนานและความเชื่อแต่ดั้งเดิมที่ “คนบ้านเรา” ต่างก็มีคล้ายๆ กับคนละตินอเมริกา และที่สำคัญต้นตระกูลบูเอนดิยาทำให้ฉันหวนนึกถึงปู่ย่าตาทวดของตัวเอง

การอ่านครั้งที่สองนั้น เป็นไปด้วยความระลึกถึง อ่านอย่างไม่ตั้งใจอ่านเท่าไรนัก แต่ที่ตราตรึงใจยังไงก็ยังเป็นเช่นนั้น ในการอ่านครั้งนี้ความรู้สึกต่างกันลิบลับกับครั้งแรกที่ได้อ่าน เพราะทิ้งช่วงนานเกือบสิบปี ฉันได้พบบางเรื่องราวที่ฉันละเลยไปในการอ่านครั้งแรก และในการเข้าไปในอาณาจักรของตระกูลบูเอนดิยาครั้งที่สองนี้ ความตื่นตาตื่นใจแทบไม่มีเหลืออยู่เลย ที่ผุดงอกขึ้นมาใหม่คือความรู้สึกเศร้ากับชะตากรรมของคนในตระกูลบูเอนดิยา นั่นเหมือนจะทำให้เข้าใจชีวิตและกลับทำให้อยากขุดคุ้ยเรื่องราวและอยากฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับต้นตระกูลของตัวเองขึ้นมาบ้าง

ปู่ย่าตาทวดของฉันไม่ใคร่เล่าเรื่องราวแต่นานมาของตระกูลให้ลูกหลานฟัง ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าทำไม ถ้าไม่ถามก็ไม่เล่า พอถามมากๆ ก็อายที่จะเล่า หรือบางครั้งก็เลือกเล่าเฉพาะบางเรื่อง ถามกันไปคุยกันมา ยังไม่ทันหมดเรื่องเล่า ปู่ของฉันก็มาตายจาก ฉันนึกเสียดายอยู่ไม่น้อยที่เราไม่ค่อยได้คุยกันมากนัก แต่เท่าที่ที่ได้ยินได้ฟังมา ฉันก็พอจะพูดได้ว่าตระกูลของเราก็มีเรื่องพอจะเป็นตำนานได้เหมือนกัน

….

ครั้งหลังสุดในการเข้าไปเดินอยู่ในเรื่องเล่าของพวกบูเอนดิยา ความรู้สึกหม่นทึมและหดหู่นั้นชัดเจน กลิ่นของ “ความทรมานเพราะการมีชีวิตอยู่นาน” นั้นชัดลึก ในทุกลมหายใจเข้าออกหม่นไหม้และทุกข์ทน การต้องเห็นความวายวอดของคนในตระกูล หรือต้องดูลูกหลานตายจากไปทีละคนนั้นแม้ไม่ใช่เรื่องรวดร้าวอะไรนักสำหรับการเป็นนวนิยาย แต่มันก็ทำให้เรา(คนอ่าน)เศร้ากับมันไปทั้งวันได้เหมือนกัน

ช่วงชีวิตของอูร์ซูลาที่เคยเป็นแค่แม่ แล้วมาเป็นย่า เป็นย่าทวด จนเป็นเทียดนั้น ยาวนานและโดดเดี่ยวจริงแท้

นวนิยายบางเล่มบางทีก็หยิบมาอ่านได้เรื่อยๆ แม้ว่ามันจะทั้งหนาและหนัก สำหรับ หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว นี่ก็เหมือนกัน ฉันคิดว่าคงจะมีโอกาสได้อ่านมันอีก อย่างน้อยๆ ก็คงอีกสักครั้ง ในสำนวนแปลจากภาษาสเปน ซึ่งคงจะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกและความคุ้นเคยเดิมๆ ที่มีต่อพวกบูเอนดิยาโดยสิ้นเชิง เพราะในการอ่านใหม่นี้เราจะต้องดัดลิ้นของเราเสียใหม่ การเปล่งเสียงเรียกตระกูล “บูเอนดิยา” จำต้องออกไปว่าตระกูล “บวนเดีย”

ชื่อ “พันเอกเอาเรเลียโน่ บวนเดีย” ไม่ทำให้ฉันนึกถึงชายผู้ก่อกบฏเลยแม้แต่นิด ชายที่จ่อมจมอยู่กับการทำปลาทองในห้องทดลองตามความคุ้นเคยของฉันชื่อ ออเรลิยาโน บูเอนดิยาต่างหาก แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าไม่ทิ้งความคุ้นเคยเดิมๆ ก็อาจจะไม่ได้เห็นแง่มุมใหม่

ฉันเชื่อว่าการแปลจากภาษาสเปน คงมีการตีความที่ต่างไปของผู้แปลรุ่นใหม่ และนั่นมันจะทำให้เราผู้ที่เคยอ่านสำนวนเดิมมาแล้วได้เปรียบทางการอ่านมากกว่าคนที่ไม่เคยอ่านมาก่อน

อย่างไรก็ดี ฉันได้อ่านบทแรกของฉบับแปลจากภาษาสเปนแล้ว คงต้องบอกตรงๆ ว่าขัดอกขัดใจกับสำนวนภาษา นั่นเพราะฉันคุ้นเคยกับภาษาของ ปณิธาน – ร.จันเสน (ก็แน่ละ- สุ่มเสียงสำเนียงภาษานั้น ที่เล่าเรื่องพวกบูเอนดิยาได้กล่อมเกลาการอ่านของฉันมาถึงสามครั้งสามครา จะให้ไม่รู้สึกขัดใจกับการต้องดัดลิ้นปลิ้นปาก หนำซ้ำการอ่านต้องสะดุดกึกกึกกักกักเพราะความไม่เป็นธรรมชาติทางภาษาของนักแปลรุ่นใหม่ได้อย่างไร) แต่ฉันก็เชื่อว่าอย่างน้อยเราจะได้ประสบการณ์ทางการอ่านใหม่ๆ จากสำนวนแปลใหม่นี้ เพราะเชื่อในความตั้งใจจริงของคนทำงาน

 

** ฉบับแปลจากภาษาสเปน (คาดว่าจะออกในปี 2018) แปลโดย มานา ชุณห์สุทธิวัฒน์ / จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์บทจร

Hang Out กับคนทำหนังสือและสาวปักผ้า

gtสำหรับมนุษย์ห้องอย่างฉันที่ไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรกับใครนักเพราะไม่มีเรื่องให้คุย วันๆ ได้แต่นั่งปากบูดอยู่ในห้องเหลี่ยมๆไซส์สตูดิโอ  พอมีคนชวนออกไปแฮงเอาท์ ก็ออกไปทางคุยสารพัดเรื่องสากกะเบือยันเรือรบ ไม่เป็นเรื่อง

แฮงเอาท์ไม่ใช่กิจวัตรปกติของฉัน ยิ่งแฮงเอาท์กับคนทำหนังสือและสาวปักผ้าด้วยแล้ว (คือทั้งสองคนเค้านัดไปคุยงานกันส่วนฉันเป็นออปชั่นเสริม ไปนั่งเป็นไม้ประดับ –คนทำหนังสือกับสาวปักผ้า ภาษาทางการคือบรรณาธิการกับศิลปินนักปักผ้า–ฟังดู piquant นะคะ)

ถ้าบอกใครต่อใครว่ามีอาชีพเป็นคนทำหนังสือ —  บางคนก็จะจินตนาการไปได้ไกลสุดแค่ทำงานอยู่ในโรงพิมพ์

แล้วก็อีกนั่นแหละ ถ้าบอกว่าทำงานปักผ้า ความคิดมันไปถึงแค่คนเอาเข็มจิ้มผ้าทำให้ผ้าเป็นลายขึ้นมา ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น

แต่พอเปลี่ยนคำเป็น “บรรณาธิการ” กับ “ศิลปินนักปักผ้า” สถานะของทั้งสองเปลี่ยนทันที

แต่ฉันชอบคำว่า “คนทำหนังสือ” กับ “สาวปักผ้า” ที่ฟังดูเรียบง่าย แต่งานที่ทั้งสองคนทำไม่ธรรมดา ไม่ใช่งานยาก แต่ก็ไม่ใช่งานง่าย มันก็เหมือนๆกับงานทั่วไป ที่ต่างต้องใช้ความชำนาญกันทั้งนั้น

ฉันเคยนั่งดูคนกวาดถนนในสวนสาธารณะ แล้วก็คิดว่า ฉันจะทำงานนี้ได้มั้ย — ก็คงทำได้ แต่ถนนก็จะไม่สะอาด แล้วก็จะมีเศษใบไม้อุดตามท่อร่องระบายน้ำ เพราะกวาดไม่หมด กวาดไม่เป็น และคงใช้เวลาทั้งวัน ลำพังแค่กวาดขยะเล็กๆน้อยๆในห้องเท่าหนูดิ้นตายฉันยังกวาดไม่สะอาด ประสาอะไรกับกวาดถนนในสวนสาธารณะ (คนกวาดถนนใช้เวลาในการกวาดใบไม้รอบสวนสาธารณะไม่เกินสองชั่วโมงก็เสร็จ)

ไม่ใช่ใครก็กวาดถนนได้ จะทำได้ทำเป็นก็คงต้องฝึก แค่กวาดถนน หรือแค่งานล้างจานในร้านอาหาร ใช่ว่าใครก็ทำได้ ถ้าเข้าไปล้างจานวันแรกทำจานแตกไปครึ่งโหลเจ้าของร้านก็คงเฉดหัวออกแบบไม่ต้องรอเวลาทดลองงาน

ฉันมองว่ามันเป็นเรื่องของทักษะและความชำนาญ

ไอน์สไตน์เคยบ่นๆไว้ที่ไหนสักที่ว่า

“A knowledge of the historic and philosophical background gives that kind of independence from prejudices of his generation from which most scientists are suffering. This independence created by philosophical insight is—in my opinion—the mark of distinction between a mere artisan or specialist and a real seeker after truth.”

ฉันไม่ได้ติดใจประเด็นที่ว่าภูมิปัญญาทางปรัชญาหรือประวัติศาสตร์จะช่วยทำให้เป็นอิสระจากอคติของยุคสมัย แต่ฉันติดใจประเด็นว่าการหลุดออกมาจากกรอบที่เกิดจากการรู้แจ้งทางปรัชญาคือสิ่งที่แยกช่างฝีมือออกจาก a real seeker after truth (ซึ่ง a real seeker after truth ไม่รู้ว่าควรจะพูดยังไงให้เห็นภาพ คงต้องเป็น “นัก” อะไรสักอย่าง)

ก่อนนี้ฉันเป็นคนทำหนังสือ ก็มีความสุขกับมันดี ชอบงานทำหนังสือ ฉันมองตัวเอง แล้วก็บอกได้ว่า ฉันเป็นแค่ช่างฝีมือ ในการทำงานหนังสือ ฉันอาจมีทักษะมากมาย แต่ฉันไม่ใช่ a real seeker after truth เพราะวันหนึ่งฉันพบว่าฉันไม่มีความหวังกับการทำหนังสือ ไม่ตื่นเต้น และรู้สึกเหมือน “ตลกหมดมุก” ฉันหยุดอาชีพนี้มาพักใหญ่ๆ และยังไม่รู้ว่าจะได้กลับไปทำอีกเมื่อไหร่ ทั้งยังไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรได้อีกในวัยที่ไฟในการทำงานกำลังจะมอด (ไม่อึดถึกทนเหมือนเด็กวัยใสละอ่อนน้อย) ฉันไม่รู้ว่าจะ enlightenment หรือ insight ต่อวิชาชีพนี้ได้อย่างไร กับตัวงานหนังสือเอง ฉันคิดว่า–คนที่คิดจะเลือกใช้สอยเราก็มีน้อยลง และฉันเองมองว่าฉันเป็นแค่แรงงานดาดๆธรรมดาๆ ไม่ elegant และไร้อัตลักษณ์ (แน่นอนว่าไม่ใช่ a real seeker after truth )

และ  ฉันรู้สึกว่าหนังสือเดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเลย เครื่องมือในการเข้าถึงการอ่านหรือดูของผู้คนเปลี่ยนไป เกิดสำนักข่าว (จะเรียกว่าสำนักข่าวหรือเปล่าThe Matter / THE MOMENTUM ฯลฯ) มี content หลากหลายให้อ่านมากมาย แต่เอาจริงๆนะ มันก็ยังเป็นความรู้ระดับผิวๆ ไร้มิติ และเดี๋ยวนี้ตัวหนังสือไม่สามารถฉุดเราให้ดิ่งลึกลงไปในกลุ่มคำได้เหมือนเมื่อก่อน

ฉันถามคนทำหนังสือและสาวปักผ้าว่าตอนนี้อ่านอะไรอยู่ คนหนึ่งตอบว่าอ่านธรรมะ (จริงๆแล้วเป็นหนังสือปรัชญาแนวชุบชูจิตวิญญาณ) ส่วนอีกคนบอกว่าอ่านนิยายเล่มหนึ่งไม่จบเสียที ด้วยเหตุว่า ในวันหนึ่งๆตารางชีวิตมีกิจกรรมเต็มไม่เว้นว่างแม้เสี้ยววินาทีให้ได้หายใจหายคอ แล้วทั้งคู่ก็ถามกลับว่าฉันอ่านอะไร — ฉันเหรอ ฉันอ่าน

หนังสือวิทยาศาสตร์

ฉันแปลกใจที่พบว่าตัวเองชอบวิทยาศาสตร์จากหนังสือที่อยู่บนชั้นในบ้าน (สมัยเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ทำคะแนนได้แย่มาก และรู้สึกว่าไม่สนุกและเรียนไม่รู้เรื่อง)

ความรักความชอบมันเปลี่ยนกันได้ พฤติกรรมการอ่านของฉันไม่ใช่นิยายแบบ lonely pop อีกแล้ว

ฉันมองว่าเทคโนโลยียุคนี้ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม –ถ้าพฤติกรรมการกิน การเสพ การใช้ชีวิตเปลี่ยน ฉันเชื่อว่าพฤติกรรมการอ่านก็เปลี่ยนด้วย เดี๋ยวนี้เรามีทางเลือกในการอ่านได้มากขึ้น– จนบางทีก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่รู้จะอ่านอะไร ทั้งๆที่หนังสือแทบจะล้นโลก 

ฉันคิดว่า การปรับตัวของเทคโนโลยีทำให้สังคมบิดตัว และเมื่อสังคมแบบเดิมมันกลาย “การกลาย” นั้นนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ และการเปลี่ยนพฤติกรรมมันนำไปสู่ “การเปลี่ยนตัวตน”

ลองมองดูตัวเองว่า เรายังใช่เราคนเดียวกับคนเมื่อปีที่แล้ว หรือเมื่อห้าปีที่แล้วหรือเปล่า ถ้าเรายังเป็นเราคนเดิม นั่นหมายความว่าเราไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวของเทคโนโลยี (ในทางกลับกัน จะกลายเป็นว่าเราหยุดนิ่งไม่ตามโลก หรือมองอีกแง่คือเทคโนโลยีไม่มีอิทธิพลอะไรกับการใช้ชีวิตเลย)

ตอนนี้ฉันไม่รู้แล้วว่าจากเรื่องแฮงเอาท์กับคนทำหนังสือและสาวปักผ้ามันแตกออกเป็นการกลายตัวของสังคมและการเปลี่ยนตัวตนไปได้ยังไง

 

เพลงของเธอและมันเป็นเพลงของฉัน

 

PhotoGrid_1504268883339

เวลาที่มีคนถามว่าช่วงนี้ฟังเพลงอะไร ฉันนึกไม่ออกว่าเดี๋ยวนี้ฟังอะไร เพราะไม่ได้ฟังเพลงมานาน นานมาก แล้วฉันก็จะถามตัวเองกลับไปว่า เราเลิกฟังเพลงตอนไหน… นั่นสิ ตอนไหน

อันที่จริง ถ้าพูดว่าฟังเพลงก็คงฟังเกือบทุกวัน เปิดวิทยุออนไลน์ฟังระหว่างกินข้าว ฟังพี่ซันบ่นโน่นนี่เรื่อยเปื่อยไปตามเรื่องตามราวคนชอบพูด แล้วแกก็จะเปิดเพลงเก่าๆที่ไม่ได้ฟังมานานแล้ว หรืออยู่คนเดียวเหงาๆก็จะเปิด playlist ในมือถือแล้วต่อ bluetooth เข้าลำโพง เปิด playlist เดิมๆ ฟังซ้ำๆ มาเกือบสิบปี (แสดงว่าชอบมากนะนั่น) หรือนึกถึงใครไม่ออกก็เอาล่ะ วงเดิมๆ ฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก บางอัลบั้มฟังมาจะยี่สิบปีแล้วก็ยังฟังอยู่ —รักฝังใจ—

แต่นั่นไม่ใช่การฟังเพลงจริงๆหรอก แค่เปิดให้มีเสียงเพื่อจะได้ไม่รู้สึกเงียบจนเกินไปนัก คงเหมือนๆกับที่คนทั่วๆไปที่กลับถึงบ้านก็เปิดทีวีเสียงดังแต่ตัวเองนั่งเขี่ยมือถือ

ฉันจำได้ เมื่อก่อน(สักสิบปีมาแล้ว)ชอบโหลดเพลงมาไว้ที่ละหลายๆอัลบั้ม แล้วทยอยฟังไปเรื่อยๆคืนแล้วคืนเล่า แกะเนื้อเพลง หาเนื้อเพลงมาอ่าน เพลงของบางคนทำให้รู้สึกเหมือนได้อ่านงานเขียนดีๆสักชื้น อ่านจนแทบจำขึ้นใจแล้วก็กลับไปฟังเพลง รู้สึกดื่มด่ำกับมันมาก ทำราวกับว่าเข้าอกเข้าใจ ซึ่งบางทีเนื้อเพลงหาความหมายอะไรไม่รู้ความสักนิด แต่ชอบแทบบ้า

ฉันไม่รู้และไม่เข้าใจ การฟังเพลงต้องมีรสนิยมด้วยหรือ? ก็เข้าใจว่าคนเราฟังเพลงเพราะชอบ ชอบเนื้อเพลง ชอบจังหวะ รักนักร้องอะไรก็ว่าไป แต่ความชอบกลายเป็นสิ่งสะท้อนรสนิยมไปเสียได้

บางทีฉันก็มีคำถามว่า เวลาฟังเพลงคนเราจะต้องการอะไรมากไปกว่าความรื่นรมย์ และอะไรที่ถูกจริต จริตใครก็จริตมันอย่ามาวัดว่ามีรสนิยมหรือไร้รสนิยม

แล้วอะไรคือรสนิยมดีในการฟังเพลง

เดี๋ยวนี้คนไม่โหลดเพลงกันอีกแล้ว ดูสิยังไม่ทันไรคนก็พากันฟังเสียงลอยอยู่ในอากาศ ฟังจาก application มากมายเหลือหลาย ที่ฉันแทบไม่รู้จักและใช้ไม่เป็น จำได้ว่า สมัยที่ซื้อ ipod มาใช้บางคนยังฟังเพลงจากแผ่น CD อยู่เลย ก็คิดว่ากูนี่ล้ำเหลือเกิน ไม่ทันไรเลยนะ เค้าเอา ipod เขวี้ยงหัวหมา แล้วก็ฟังเพลงจากมือถือตั้งกะเมื่อไหร่ไม่รู้ เดี๋ยวนี้เค้า apple music — no no no เดี๋ยวนี้ใครเค้าฟังกันล่ะ apple music เค้าฟัง spotify กันแล้วย่ะอีนางงง

spotify มันคืออะไรที่ใครก็ใช้กัน แหมนะ ฟังดูน่าหมั่นไส้ เห่อกันเหมือนเด็กเห่อหมอยมั้ยล่ะ

ว่าแล้วก็ขอเห่อหมอยกะเค้าด้วย

โหลด app มาแล้วก็งุ่นง่านอยู่พักใหญ่ แต่ smart phone นี่มั่วๆไปเดี๋ยวก็เป็นไปเอง ลอง search แบบใช้คำค้น นึกอยู่นานว่าเอะ อยากฟังเสียงใคร ใส่ชื่อไปแล้วจะเจอมั้ย Nick Diamonds ว๊าย ว๊าย ว๊าย มีด้วยอะ คือ เป็นเสียงที่ไม่ได้ฟังมาซักพักแล้ว เพิ่งจะรู้ว่า 2015 นางมีออกอัลบั้มเดี่ยว (หลังจากยุคโหลดเพลงล่มสลายอีนี่ก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเกี่ยวกับการหาเพลงมาฟังอีกเลย paste magazine Pitchfork.com ทั้งหลายเหล่านี้ห่างหายไปจากชีวิตตอนไหนไม่รู้) เดี๋ยวนี้ใครๆก็ฟังเพลงง่ายขึ้น เพลงเก่าเพลงใหม่แค่ชั่วลัดนิ้วมือเดียว และวิธีการในการเข้าถึงเพลงนั้นไม่เหมือนเดิมอย่างสิ้นเชิง ช่องทางในการฟังมีหลากหลาย จนเกือบวิ่งตามไม่ทัน

กลับมาที่ Nick Diamonds คนนี้ฟังตั้งแต่เป็นวง The Unicorns กะ Islands น่าจะเกือบๆ ยี่สิบปีแล้ว ชอบเนื้อเพลงและเสียงร้อง ฟังดูเหมือนมีคำถามกับชีวิตไปเสียทุกเรื่อง หม่นหมองแต่ก็ครึกครื้น เมามายแต่ก็ดูมีความคิดอ่าน เหมือนจะขี้ยาแต่ก็ดูน่ารักน่าใคร่ ทั้งหมดทั้งมวลเพราะฉันแค่รู้สึกว่าเขาเขียนเนื้อเพลงดีมาก หลายๆเพลงอาจจะจับความอะไรไม่ได้เลย แต่ก็รู้สึกเหมือนได้อ่านงานเขียนดีๆสักชิ้น

จู่ๆก็รู้สึกเหมือนวิญญาณที่ล้มหายตายจากกันไปหลายปีกลับมาเข้าร่าง แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า นี่เราไม่ได้ฟังเพลงมานานมากแล้วจริงๆอะแหละ

 

 

The Ballad of the Northern Lights

norternlight
Photo by EGON SCHIELE  | Dominic Chiu
* * ดนตรีประกอบการอ่าน Valtari : Sigur Rós * *

เมื่อลมสุริยะพัดพากระแสอนุภาคประจุไฟฟ้ามาจากดวงอาทิตย์และรังสีของมันแผ่สาดส่องมายังโลก เมื่อนั้น เราจะเห็นแสงเหนือปรากฏ…

มกราคมปีนี้หนาวกว่าปีที่แล้ว และไม่แน่ว่าปีหน้ามันอาจจะหนาวขึ้นอีก อากาศเริ่มกลับมาเย็นลงอีก อุณหภูมิน่าจะเย็นลงจากเมื่อวาน และอาจไม่แน่ว่าพรุ่งนี้มันจะเย็นลงอีก รายงานข่าวของกรมอุตุนิยมบอกว่าจะอากาศหนาวเย็นลงต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

ฉันเคยเห็นเธอที่ท่าเรือ เด็กสาวใบหน้าค่อนไปทางคนแถบเอเชีย ฉันแค่คิดว่าเธอมาทำอะไรที่โบร๎ลงกราวิก เมืองเล็กๆนี่

ทางเดินสงัด ฉันเดินมาหยุดหน้าคาเฟ่ของยูริ คาเฟ่แห่งเดียวในเมืองนี้ ยูริ-หญิงญี่ปุ่นซึ่งก็ไม่รู้ว่าหลงมาเมืองนี้ได้อย่างไร ว่ากันว่าเธอหนีชีวิตมา ฉันมาที่นี่เป็นครั้งคราว คาเฟ่นี้กลิ่นอายประหลาดผสมปนเป เครื่องเทศ น้ำมันกานพลู กลิ่นเผาไหม้ของอะไรบางอย่าง คาเฟ่ไม่เป็นที่นิยมนัก ที่โบร๎ลงกราวิกเราจ่ายเมื่อจำเป็น ทำอาหารทานเองในครัวเรือน ผู้คนที่นี่ไร้จินตนาการในการเดินทาง ไม่ค่อยมีใครย้ายถิ่นที่อยู่ เราอยู่กันมาแบบนี้ หลายๆคนเกิดและตายลงที่นี่โดยที่ไม่เคยออกจากหมู่บ้านเลยสักครั้งเดียวในชีวิต

ตอนที่เปิดประตูเข้าไป ยูริง่วนอยู่หลังร้าน กลิ่นแอปเปิลชินนาม่อนโรลตลบอบอวลพานให้นึกถึงเครื่องดื่มร้อนรสขม หยิบมาหนึ่งชิ้น แกล้มกาแฟดำ ขณะฉันก้มหน้าเคล้าเคลียลูกตาอยู่กับหนังสือที่ถือติดมา แว่วเสียงรองเท้ากระทบพื้นบันไดดังกระชั้นไล่ลงมาจากชั้นสอง ฉันนิ่งฟังแต่ไม่ได้ละสายตาจากหน้ากระดาษ

จังหวะเสียงก้าวเดินเช่นนั้น ท่วงท่าการเยื้องย่างของเด็กสาวเอเชีย –เธอไม่ใช่คนสะสวย ไม่มีอะไรพิเศษให้น่าดึงดูดใจ ผมเผ้าของเธอไม่เป็นทรง การแต่งตัวก็ดูธรรมดา– เธอเดินผ่านหน้าไปและนั่งลงที่โต๊ะตัวข้างๆ ดูเหมือนเธอไม่มีกิจกรรมใดที่ตั้งใจมาทำที่นี่ ที่เมืองนี้

ฉันไม่อาจละสายตาจากตัวหนังสือเหล่านั้น เพราะกำลังเพ่งจ้องและดำดิ่งอยู่ในความฝันของไอน์สไตน์ จนกว่ามันจะสิ้นสุดบรรทัดสุดท้ายของบทตอนนั้นๆ ย่อหน้าหนึ่งบอกว่าโศกนาฏกรรมของโลกนี้ก็คือ ไม่มีใครมีความสุข ไม่ว่าพวกเขาจะแนบสนิทอยู่ในห้วงเวลาแห่งความรวดร้าวหรือสุขสม โศกนาฏกรรมของโลกนี้คือ เราทุกคนต่างโดดเดี่ยว เพราะชีวิตในอดีตไม่สามารถอยู่ร่วมกับชีวิตในปัจจุบัน แต่ละคนติดกับอยู่ในเวลา และล้วนติดอยู่เพียงลำพัง…

ว่ากันตามจริง เหตุผลที่ฉันแวะเวียนมาที่คาเฟ่ของยูริก็เพราะสาวเอเชียคนนั้น– จากนี้ไปฉันจะเรียกสาวเอเชียว่ารีอา หลังจากพบรีอาที่ท่าเรือเมื่อสัปดาห์ก่อน ทุกวันฉันจึงเฝ้าสังเกตถึงได้รู้ว่าเธอพักอยู่ที่คาเฟ่ของยูริ อันที่จริงแล้วยูริทำมันเป็นบ้านพักชั่วคราวของผู้สัญจร คนมักขับรถหลงมาและไม่สามารถขับกลับไปเรคยาวิกได้ทันเพราะมืดค่ำเสียก่อน ยูริเรียกมันว่าเกสต์เฮาสต์ เธอบอก– ไม่นานนับจากนี้จะมีคนหลงเข้ามาเมืองนี้มากขึ้น

ในอีกวัน ฉันนั่งลงที่โต๊ะตัวเดิม รอคอยรีอา ฆ่าเวลาด้วยการอ่าน คอยเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้า ฉันไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าได้ยินเสียงฝีเท้าของรีอา เสียงย่ำกระทบพื้นไม้ เสียงการเคลื่อนไหวเสียดสีกันของเสื้อผ้าที่เธอสวม การได้สูดกลิ่นอากาศในชั่วขณะนั่งเคียงกันในคาเฟ่ มีกลิ่นบางอย่างในตัวของรีอา ไม่ใช่น้ำหอม ไม่ใช่แชมพู ไม่ใช่กลิ่นแบบที่มนุษย์มนาทั่วๆไป มันเป็นกลิ่นอายเฉพาะ เฉกเช่นเดียวกับ DNA ของคนคนหนึ่ง

ฉันเฝ้าครุ่นคิดถึงมกราคมที่ยังมาไม่ถึง ไม่มั่นใจนักว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างนับจากนี้ วันนี้ฉันคิดว่าควรจะทำความรู้จักกับรีอา เช่นว่า ทักทาย ส่งยิ้ม หรืออะไรก็ตามแต่ ฉันมีเวลาเหลือเฟือที่จะใช้มัน และถ้าได้สนทนากันสักสองสามคำก็คงจะดีไม่น้อย

ทว่า วันนี้รีอาไม่อยู่ที่นี่ เธอคงออกจากเมืองไปแล้ว

หลายศตวรรษก่อนหน้า ชาวนอร์เวย์และชาวไวกิ้งเชื่อกันว่า แสงเหนือคือวิญญาณของสาวพรหมจรรย์ แต่สำหรับคนพื้นถิ่นเอสกิโมเชื่อกันว่าเป็นวิญญาณของคนตายที่พยายามติดต่อญาติมิตรที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนที่โบร๎ลงกราวิกนี่เชื่อกันว่าหญิงท้องแก่ใกล้คลอดไม่ควรจ้องมองแสงเหนือไม่เช่นนั้นเด็กที่เกิดออกมาจะมีนัยน์ตาพิการ แต่ไม่ว่าจะเคยเชื่อกันมาอย่างไร ท้ายที่สุด วิทยาศาสตร์ก็บอกกับเราว่าแสงเหนือเกิดขึ้นเพราะลมสุริยะที่พัดจากดวงอาทิตย์มากระทบกับสนามแม่เหล็กและชั้นบรรยากาศโลก

เธอชื่อมาญา ไม่ใช่รีอา เธอบอกฉันในเช้าวันหนึ่ง

ชั่วขณะเดทแอร์ เราทำได้ก็แค่ยิ้มบางๆ ทักทายกัน ฉันเฝ้ารอเวลานี้มายาวนาน ความรู้สึกนั้นเหมือนดวงจันทร์โคจรใกล้โลก อีกทั้งดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ยังโคจรมาอยู่ในระนาบเดียวกัน โลกนั้นคั่นกลางระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ ชั่วขณะที่ดวงจันทร์โคจรผ่านเข้าไปในเงามืดของโลก เราจะเห็นวงจันทร์เว้าแหว่งทีละน้อยจนเข้าไปอยู่เงามืดทั้งดวง–  บางครั้งฉันรู้สึกว่าเธอเหมือนคราสที่กลืนกิน

“ฉันมาตามล่าแสงเหนือ เฝ้ารออยู่หลายคืนแล้วยังไม่เห็น” มาญาบอก

“ทำไมเลือกมาที่โบรลงกราวิก ทำไมไม่ไปบอรกราเนส หรือนอร์เวย์ ฟินแลนด์ น่าจะเห็นง่ายกว่า”

“ฉันเลือกที่นี่เพราะหนังเรื่องหนึ่ง อีกอย่างมันไกลจากที่ที่ฉันเคยอยู่ และไม่เป็นที่รู้จัก– แต่เมืองนี้ที่เห็นในหนังนั้นหนาวเข้าไส้”

“ว้าว มีคนรู้จักโบรลงกราวิกจากหนังเรื่องหนึ่ง ไม่แค่รู้จัก แต่ยังเดินทางตามมาให้เห็นกับตา และมันไม่หนาวเสียดกระดูกอย่างที่คิด ว่ามั้ย– อยากเห็นแสงเหนือ ต้องให้เจ้าถิ่นพาไป เดี๋ยวฉันจะพาไปที่หนึ่ง แต่ไม่รับประกันว่าคืนนี้นางพรายจะออกมาเต้นรำ”

“ตามนั้น”

ในความมืดดำของท้องฟ้า ม่านแสงเขียวสว่างโบกระริกไปมา รูปร่างของมันแปลงเปลี่ยนตลอดเวลา บิดเกลียวแล้วแปรเป็นเส้นตรงโค้งพาดผ่านท้องฟ้าเหมือนเส้นรุ้งหรือบางทีก็เป็นหยักลอนคล้ายเกลียวควัน แสงเคลื่อนตัวรวดเร็วและช้าสลับไปมาสว่างทั่วฟ้าแล้วก็ระเบิดพวยพุ่งเป็นสีเลื่อมสลับลาย และถ้าโชคดีเราจะได้ยินแสงเหนือส่งเสียงฮัม

“ไม่มีใครมาดูแสงเหนือที่โบร๎ลงกราวิกหรอก มันไกลและอาจจะไม่มีโอกาสเห็น ส่วนใหญ่ไปกันที่บอรกราเนส ที่นั่นมีทั้งภูเขาไฟ น้ำตก แลนด์สเคป นักท่องเที่ยวจะอยู่กันที่เรคยาวิกเสียเป็นส่วนมาก ไม่มีใครขึ้นมาไกลถึงนี่ แนะนำว่าเธอควรไปบอรกราเนส”

“ไม่มีเหตุผลใดชักนำให้ฉันมาที่นี่ ฉันมาตามภาพจากหนังที่เคยดูเมื่อนานมาแล้ว เรื่องตามล่าแสงเหนือนั่นอย่าไปนับ มันไม่ใช่ความใฝ่ฝัน ฉันไม่เคยหวังว่าการเดินทางนำอะไรมาให้ฉัน ฉันเคยดูหนังอีกเรื่องตัวละครออกเดินทางด้วยการเสี่ยงทายเธอหลับตาใช้นิ้วจิ้มลงบนแผนที่โลก นิ้วจิ้มลงที่ใด เธอไปที่นั่น”

“แล้วการเสี่ยงทายตกลงที่ไหน”

“ฟินแลนด์”

“หนังสนุก?”

“อึนอึน เนิบเนิบ เมืองเล็กๆ สงบดูเป็นกันเอง– อ้อ แล้วก็มีตัวละครหนึ่งคล้ายๆ ยูริ แต่ไม่ประหลาดเท่า”

“ยูริ– คนที่นี่เค้าพูดกันว่าหล่อนหนีชีวิตมา แต่ช่างเถอะ อาจจะเป็นคนแปลกๆอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นพิษ”

“อืมมม เธอมีความปรารถนาดี ฉันเป็นอีกคนที่ได้รับมัน”

 โมงยามคืบคลานเชื่องช้าราวกับหลุดหลงเข้าไปในกาลเวลาของหอยทาก บทสนทนาเนิบเนือย คำพูดของยูริ ทำให้ฉันต้องทบทวนคิดถึงลมหายใจที่ทอดยาวของตัวเองที่ไม่รู้ว่าจะหยุดลงวันใด

เราเดินทางจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่ง และบางทีก็ไม่อาจรู้เลยว่าจะมีโอกาสได้กลับไปยังที่ที่เคยผ่านทางมาหรือไม่ เมื่อจ้องมองสะเก็ดอุกกาบาตลุกวาบผ่านโค้งฟ้า ฉันมักจะคิดถึงการเคลื่อนไปของชีวิต มุ่งไปข้างหน้าแล้วจู่ๆก็วับหาย– ชีวิตไม่อาจถอยหลังกลับไปได้อีก”

ว่ากันว่าคนที่มีอะไรคล้ายๆกันจะดึงดูดซึ่งกันและกัน.