Kedi: ชำเลืองเมืองมองมนุษย์ผ่านแมว

MV5BMGFmNzY4YTUtYzkyMy00YWQwLWFhNGYtNzBiMzljMGNjZGE3XkEyXkFqcGdeQXVyNDE0NDkwMg@@._V1_SX1777_CR0,0,1777,999_AL_

ใครๆ ก็ชอบแมว สมาชิกทาสแมวมีอยู่ทุกซอกมุมเมือง ถ้าตั้งเมมเบอร์คลับทาสแมวคงมีคนเป็นเมมเบอร์มากมาย    ฉันไม่แน่ใจ–คนที่ตีตั๋วไปดู Kedi เค้าไปดูแมวกันใช่มั้ย ทว่าฉันกลับตีตั๋วไปดูอิสตันบูล แต่ได้เห็นมนุษย์เป็นของแถม

สำหรับฉัน คิดว่า Kedi เล่าเรื่องของคนผ่านแมว — ไม่รู้สิ ฉันคิดเองเออเองว่า แมวก็เป็นแค่จุดขาย ใครๆ ก็รักแมว ใครๆ ก็ชอบแมว หน้าหนังออกมาแบบนี้ ได้ลูกค้าเยอะชัวร์ๆ

ไม่ปฏิเสธว่าแมวน่ารัก — ทว่าฉันจำตัวละครที่เป็นแมวในเรื่องแทบไม่ค่อยได้ แต่จำผู้คนที่สัมพันธ์กับแมวในเรื่องได้มากกว่า … หนุ่มร้านเบเกอรี่ผู้เป็นคนโปรดของแมวมีอัตลักษณ์ ชายขายปลาผู้ไม่รังเกียจแมว อาร์ติสหญิงที่ดูเป็นเฟมินิสต์แบบแมวแมว ชายผู้พยาบาลแมวทารก เพียงเพราะชะตาบางอย่างที่เขาประสบ และให้บังเอิญว่ามีแมวมาเชื่อมโยงชะตากรรมนั้น–ทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น แหละก็ยังมีชายอีกคน ผู้ที่คอยให้ข้าวให้น้ำ หาอาหารมาจุนเจือหมู่แมว–เขาบอกว่า เขารับหน้าที่ดูแลเหล่าแมวมาจากพระเจ้า–ทันทีที่ได้ฟังคำพูดของชายคนนี้ฉันนึกถึงมลาอิกะฮ์ที่จำแลงกายมาเป็นมนุษย์

อย่างไรก็ดี ฉันเห็นอะไรมากกว่าแค่คนรักแมว ฉันเห็นความโดดเดี่ยวของมนุษย์ มนุษย์ที่มีแมวเป็นเพื่อน ฉันคิดว่าคนเราทำอะไรได้ขนาดนั้นด้วยเหตุผลใด คงไม่ใช่เพราะแค่รักแมว–ขณะที่เขาเติมความรักให้แก่แมวมันก็เป็นการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปของเขาด้วย

ถ้าให้พูดกันด้วยความสัตย์ หนังบางช่วงบางตอนฉันเกือบๆ จะหลับนะ มันเต็มไปด้วยฟุตเตจแมว จนแทบได้กลิ่นแบบแมวแมว ประมาณว่า กลิ่นฉี่ฉุนๆของมัน ตามมาด้วยจินตนาการถึงหมัดแมวที่ถ้าโดนเข้าไปนี่ก็คันคะเยออยู่หลายวัน อะไรอย่างนั้น คือฉันไม่ได้เกลียดแมวแต่ก็ไม่ได้รักชอบ คงมีความรู้สึกเฉยๆ เหมือนที่ฉันรู้สึกแบบเดียวกับที่มองว่าลิงคือสัตว์ชนิดหนึ่ง และแมวมีความเป็นสัตว์ไม่ต่างจากลิง (แหละคนก็เป็นสัตว์ด้วยในบางครั้งบางที)

สิ่งแรกเกี่ยวกับแมวที่ทำให้นึกถึง คือแมวของแม่ ตัวที่ชื่อ ‘อีสีนวล’ แม่ของฉันเป็นมุสลิม การได้ดู Kedi ทำให้คิดถึงแม่ แม่มักจะพูดว่า “รู้มั้ย แมวน่ะ เป็นสัตว์เลี้ยงของพระเจ้า เราถึงต้องดูแลมันอย่างดี”

อีสีนวลมันเป็นแมวรุ่นใหญ่และออกจะหยิ่งๆ (ถึงมันจะอายุไม่มากนักแต่มันก็เป็นแมวที่ดูมีของ) มันไม่คุยกะใครเลยนอกจากแม่ เวลาที่ฉันเรียกชื่อมัน มันจะทำเป็นหูทวนลมหรือทำราวกับจำชื่อตัวเองไม่ได้ แต่พอแม่เรียก มันแทบจะดีดตัวไปหาทันที

มีเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับอีสีนวล ขณะมันอุ้มท้องแก่จวนจะคลอด ดึกหนึ่งมันก็กระโดดขึ้นเตียงนอนไปคลอเคลียแม่ที่หลับอยู่ มันขึ้นไปนอนหมอบอยู่บนท้องของแม่แล้วมันก็ออกลูกบนนั้น–แม่เจ้า แมวออกลูกบนท้องคน– ฉันไม่รู้นะว่า แมวทำอย่างนั้นต้องการจะสื่ออะไร แมวมีนัยยะในการกระทำหรือไม่? — เป็นเรื่องที่ชวนสงสัย และฉันก็สงสัยมาจนบัดนี้ว่า อีสีนวลมันคิดอะไรของมันที่ไปออกลูกบนท้องคน

เหตุการณ์นั้นมันเกิดเมื่อหลายปีดีดัก และอีสีนวลก็เป็นแมวที่ตายจากไปนานแล้ว แต่ฉันก็ยังจำมันได้ ขนขาวมันวาวสะอาดสะอ้าน วีรกรรมและท่วงท่าเย่อหยิ่งของมัน–น่าประทับใจ

ถ้า Kedi ขาด landscape งามๆ ที่เป็นมุมกล้องจาก drone นี่ก็อาจจะจบเห่นะ

อิสตันบูลเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ในตัวอยู่แล้ว อ่าวบอสฟอรัส จัตุรัสตักซิม ย่านการค้า นิชันตะเชอ หรือแหล่งชุมชนต่างๆ ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ จนฉันเกือบจะคิดไปว่า บางที Kedi มันก็เหมือนๆจะเป็นสารคดีโปรโมตการท่องเที่ยวอิสตันบูล–เหรอ? (จริงๆก็ไม่ใช่หรอก) แต่คิดว่าอาจมีคนไทยไม่น้อยที่ดูสารคดีเรื่องนี้แล้วคิดอยากเดินทางไปอิสตันบูล–ไม่รู้ไปดูแมว หรือไปดูเมือง?

The Museum of Innocence

m o iThe Museum of Innocence ไม่ใช่หนังสือที่ทำให้หลงรัก ตลอดเวลาที่อ่านมัน ฉันอดสูใจกับผู้คนที่แหวกว่ายอยู่ในบึงเรื่องเล่าของปามุก แต่ก็นั่นแหละ ทั้งที่ไม่ได้เสน่หาอันใดกับมันแต่ก็อ่านจบภายในเวลาสามสี่วัน–ฉันก็แค่ว่าง–เมื่อว่างจึงต้องถมชีวิตด้วยตัวหนังสือและเรื่องเล่า

ทันทีที่อ่านจบก็แอบตกใจตัวเองนิดหน่อยที่ไม่รู้สึกว่าโรแมนติกเลยทั้งๆที่ใครต่อใครต่างบอกว่ามันโรแมนติกเสียจนน้ำตาไหล– ไม่เลยจริงๆ นับตั้งแต่ chapter แรก ฉันก็ได้กลิ่นหายนะตลบอบอวล แค่เปิดหนังสือกลิ่นหายนะที่ว่าก็พุ่งออกมาจากตัวหนังสือคลุ้งไปทั้งห้อง

ตลอดชั่วอายุขัยของคนคนหนึ่ง คงมีสักช่วง ที่จู่ๆก็มีเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างความโรแมนติกกับ loser ผุดขึ้นมาในชีวิต– คงมีสักคน ฉันคิดว่าเคมาลเบย์เป็นหนึ่งในนั้น เขายืนอยู่ตรงเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างการเป็นคนโรแมนติกกับ loser และเขาวิ่งข้ามกลับไปกลับมาระหว่างสองฝั่ง บางทีดูซึ้งเศร้า บางทีก็ดูขลาดเขลา

ฉันถามใครคนหนึ่งที่เพิ่งอ่านจบในเวลาไล่เลี่ยกันว่า ชอบหนังสือมั้ย – เธอว่า ชอบมาก ชอบตอนจบ แต่แอบผิดหวังนิดหน่อย ฟูซุน–เราคาดหวังว่านางน่าจะฉลาดกว่านี้ จบแบบนั้นมันดูตื้นเขินเกินไป
ฉันแอบคิด–อันที่จริงหนังสือควรจะชื่อพิพิธภัณฑ์แห่งความไร้สาระเสียมากกว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา แต่นั่นคงจะหยาบคายเกินไป

ฉันคิดว่าความรักมันควรจะมีความพอดีในตัวมันเอง คนมักจะบอกว่าทำไมเราต้องเอาความเหมาะสมเป็นตัวตั้งเมื่อพูดถึงความรัก ความเหมาะสมในทีนี้ฉันหมายถึงความลงตัว ต่อให้รักกันปานจะกลืนขนาดไหนถ้าอะไรๆไม่เข้ารูปเข้ารอย มันก็คือความไม่ลงตัว ลองมองย้อนดู การเลือกคู่รัก คนส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกแล้วเลือกอีก (กรณีที่มันมีให้เลือกเยอะน่ะนะ) อย่างที่สิเบลว่าไว้ “ศิลปะของความรักอยู่ที่การหาสมดุลระหว่างคนที่เสมอกัน…คุณเคยเห็นผู้หญิงรวยๆไปหลงรักภารโรงหรือคนงานก่อสร้างเพราะว่าพวกเขาหน้าตาดีหรือเปล่า นอกจากในหนังตุรกีน่ะ”

ฉันว่าอย่างน้อยนางคนรวยไฮโซคนนี้ก็พูดถูก สถานะมันบีบบังคับให้ผู้หญิงต้องเลือก แต่สำหรับชาย ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ผู้ชายจะหลงรักผู้หญิงแบบไหนก็ได้หรือจะคว้าใครมาเป็นเมียก็ได้ ฉันเคยได้ยินมา ผู้ชายที่มีผู้หญิงดีๆมารุมรัก แต่ก็ไม่ He กลับไปหลงหัวปักหัวปำอยู่กับหมอนวด เพ้อคลั่งจะเป็นจะตายตอนที่โดนหญิงขายบริการบอกเลิก ไม่รู้สิ ฉันว่าบางทีผู้ชายก็ขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่ละเอียดลออ ไม่มีชั้นเชิงต่อเรื่องชีวิตนัก

เวลาอ่านเรื่องแต่ง ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนคาดหวังอะไรกับมัน พอเป็นนิยายคนส่วนใหญ่มักจะเห็นแต่ภาพของพระเอกนางเองหรือตัวละครเอกในเรื่อง บางทีฉันคิดว่าคนอ่านมักจะให้พระ-นางมีความพิเศษ จะโรแมนติกหรืออะไรก็ตามแต่ หรือไม่ก็เป็นคนน่าสงสารที่คนอ่านพร้อมจะเข้าอกเข้าใจตัวละครตัวนั้นไปหมด

อันที่จริงฉันว่า เรื่องแต่งหลายๆเรื่องไม่มีพระเอกนางเอกหรอก บางทีคนเขียนก็เล่าความจริงของชีวิต แม้จะเป็นการอุปโลกตัวละครขึ้นมา เรื่องแต่งควรอนุญาตให้ตัวละครหล่อๆสวยๆทำอะไรน่าสมเพชได้บ้าง

ตลอดเวลาที่อ่านนิยายเล่มนี้ ฉันถอนอกถอนใจกับพ่อเคมาลเบย์หลายครั้งหลายหน และฉันก็ได้แต่รำพึงว่าพอเถอะพ่อคุณ ช่วยดึงตัวเองขึ้นจากหลุมเสียทีเถอะ ชักจะไม่ไหวกะเธอแล้ว จวบจนฉากสุดท้ายของเขาฉันก็ยังรู้สึกว่าแม้ตายแล้ววิญญาณ He ก็ยังจมอยู่ก้นหลุม ไม่ได้ถูกปลดปล่อยให้ออกจากปมของตัวเอง–เคมาลเบย์ผู้หมกมุ่น คนช่างฝันซึ่งชื่นชอบการเป็นมนุษย์เจ็บปวดและไม่ยอมหลุดออกจากปมของตัวเอง

ส่วนฟูซุนคนสวยผู้อยากเป็นดาราจนตัวสั่นของเรา ฉันว่าหล่อนไม่ได้ตายอย่างตื่นเขินหรอก เราจะไปคาดหวังให้ความจริงของชีวิตดูสูงส่งเกินจริงได้เหรอ ฟูซุนก็คือฟูซุน หล่อนไม่ใช่นางเอก แต่เป็นแค่สาวช่างฝันคนนึงที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนางเอกแล้วก็ไม่ได้เป็น ผู้หญิงสวยด้วยแร่ดด้วยมีอยู่ทุกมุมเมืองบนโลกนี้ ไม่ใช่แค่ตุรกี แล้วฟูซุนก็ไม่ต่างอะไรกับสก๊อยยุคนี้นะ ตุรกีปี 1970 คงไม่มีแก๊งแว้นมอไซค์ (ยกสก๊อยมาเพราะต้องการอธิบายให้เห็นภาพเท่านั้น) อย่าว่างั้นงี้เลย เคยเห็นผู้หญิงสวย ฉลาด รอบรู้ในการแก้ปัญหา จัดการกับชีวิตของตนเองได้อย่างลงตัว ทำอะไรก็ดีไปหมดมั้ย–ผู้หญิงแบบนี้บอกได้เลยว่า..ไม่น่าจะใช่คนนะคะ

ปามุกเล่าเรื่องอย่างธรรมดา อธิบายความจริงในชีวิตของคนกลุ่มหนึ่งที่เดินไปเดินมาอยู่ในอิสตันบูล ฉันว่าฉะนั้นเราอย่าไปขุดหาพระเอกนางเองจากหนังสือเล่มนี้ของแกเลย เพราะมันไม่มี

ถามว่าชอบอะไรใน The Museum of Innocence — ตอบทันทีว่า ชอบเมืองอิสตันบูล ถึงกับหลงรักทั้งที่ยังไม่เคยไปเหยียบ ฉันคิดว่าเสน่ห์ของปามุกคือการบรรยายสิ่งละอันพันละน้อย ละเอียดลออ ขณะอ่าน ฉันเหมือนจะได้กลิ่น ได้ยินเสียงคลื่นดังไกลๆมาจากอ่าวบอสฟอรัส เสียงจอแจของย่านนิชันตะเชอ และกลิ่นอายแบบแขกๆที่โชยมาจากถนนชุคุร์จุมา.

พาราโบลากลับหัวและการหนีออกจากชีวิต

LONDON - FEBRUARY 10: British singer Amy Winehouse performs at The Riverside Studios for the 50th Grammy Awards ceremony via video link on February 10, 2008 in London, England. (Photo by Peter Macdiarmid/Getty Images for NARAS)
** LONDON – FEBRUARY 10: British singer Amy Winehouse performs at The Riverside Studios for the 50th Grammy Awards ceremony via video link on February 10, 2008 in London, England. (Photo by Peter Macdiarmid/Getty Images for NARAS)

ฉันไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ของ Amy Winehouse แทบจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าฟังเพลงของเธอครั้งแรกเมื่อไร เพลงอะไร แต่แรกชั่วขณะที่ได้ยินเสียงของเธอฉันนึกถึง Nina Simone / Dinah Washington กระนั้นบางอย่างในน้ำเสียงก็ทำให้นึกถึง Sassy อีกด้วย

จังหวะจะโคนไม่ใช่ gospel ไม่ใช่ดนตรีตระกูล soul เสียงที่ชัดเจนในตัวเองนั้น ถ้าได้ยินอีกครั้งก็จำได้ ฉันถึงกับเอาเนื้อเพลงบางท่อนที่จำติดหูกลับมาค้นว่าเนื้อเพลงนี้เป็นของใคร

ครั้งแรกที่ได้เห็นใบหน้าของ Amy Winehouse จากการหาคลิปดูในอินเทอร์เน็ต แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผู้หญิงผอมๆ ที่ดูเมาๆ นี่จะมีเสียงร้องอะไรขนาดนั้น การกรีดเปลือกตาหนางอนตวัดขึ้นที่เป็นแบบฉบับเฉพาะตัว แล้วยังจะผมทรงรังนก ลายสัก และท่าทีไม่อินังขังขอบผู้คนนั่นอีก — ยกให้แม่คุณเค้าเลย

สำหรับฉัน เพลงของเธอฟังแล้วไม่ถึงกับทำให้คลั่ง แต่เป็นน้ำเสียงนั่นมากกว่า เนื้อเพลงเล่าเรื่องง่ายๆ ใช้คำง่ายๆ ตอนเห็นซีดีวางขายก็ยังไม่ยอมซื้อ กระทั่งเมื่อโหลดไฟล์เถื่อนมาฟังจนครบทุกเพลงแล้วถึงได้แจ้นไปซื้อ แล้วฟังมันอยู่อย่างนั้น

ตอนที่ได้ยินว่ามีหนัง Amy เข้าฉาย ก็ไม่ได้ตื่นเต้นถึงกับจะต้องไปดูให้ได้ แต่ที่สุดก็ไปดูทั้งที่ยังสองจิตสองใจ ไม่ใช่เพราะกลัวว่ามันจะไม่ถูกใจ แค่บางทีก็รู้สึกเบื่อพฤติกรรมการบริโภคแบบแห่แหนกันฟัง แห่แหนกันไปดู แห่แหนกันดรามา ต่อมดัดจริตแตกตามๆ กัน

เหตุผลเดียวที่บางคนปฏิเสธในสิ่งที่อยากทำใจจะขาดคือ ไม่อยากทำ เพราะใครๆ ก็ทำกัน บางทีก็ยอมที่จะไม่ร่วมสมัย ราวกับกลัวว่ารสชาติที่จะได้ดื่มกินและซาบซับจากมันจะเจือจางรางหาย เพราะใครก็แห่กันดูมัน และพูดถึงมันจนทำให้เราไม่อยาก — เป็นความคิดที่ออกจะประสาท!

การได้ไปดูจึงเป็นเรื่องดี ไปดูก็กลับมานั่งฟังเพลงของ ‘นาง’ มันทำให้เกิดความเข้าใจอะไรๆ ขึ้นมา

การเล่าเรื่องที่แทรกฟุตเตจเป็นระยะนั้นทำให้เห็นแง่มุมบางอย่างเกี่ยวกับตัวตน วิธีคิด ของเธอ อย่างน้อยๆ ก็ได้เห็นการบันทึกช่วงชีวิตของตัวเองแล้วทำให้มันกลายเป็นเพลง มีดนตรี มีท่วงทำนอง

ปัญหาเดียวของผู้หญิงคนนี้คือปมในอดีตที่นานวันเข้าก็ยิ่งขมวดแน่นยิ่งขึ้น และดูเหมือนคนสำคัญในชีวิตของเธออย่างพ่อหรือสามี ก็ไม่ได้ช่วยคลายเธอออกจากปมนั้น ซ้ำยังฉุดเธอให้ดิ่งลงเหวซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หรือว่าการสร้างงานที่ดี จำต้องแลกด้วยชีวิตที่หม่นมัว และจบลงด้วยโศกนาฏกรรมทุกทีไป

ครั้งแรกที่ฟังหลายๆ เพลงในอัลบัมก็แค่รู้สึกว่ามันเศร้าจังนะ แต่เมื่อกลับมาฟังหลังจากดูหนังไปแล้ว–งันไปพักนึง

“ฉันร้องเพลงได้ แต่ถ้าให้แลกมันกับการได้ออกมาเดินบนถนนเหมือนคนปกติที่ไม่มีใครมาวุ่นวาย–ฉันยอม” Amy พูดไว้อย่างนั้น ดูเหมือนเธอไม่ต้องการชีวิตแบบที่เป็นอยู่นั้นอีกแล้ว

วันที่ได้ยินข่าวว่าเธอตาย ฉันก็รู้สึกเหมือนคนทั่วๆ ไปที่ฟังและชอบเพลงของเธอคือ เสียดาย ตามติดด้วยความคิดว่าคงเพราะยา แต่ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ไม่ใช่เพราะยา อาจจะใช่ที่ว่าเพราะเมา แต่เหตุผลจริงๆ ก็คือ
การมีชีวิตต่างหากที่ฆ่าเธอ…
น่าเสียดายที่เธอตายก่อน น่าเสียดาย Tony Bennett  น่าจะพูด ‘วรรคทอง’ นั่นกับเธอเสียก่อน

“Life teaches you how to live it—if you live long enough.”
Tony Bennett  พูดถึง Amy ไว้อย่างนั้น
“ชีวิตจะสอนวิธีใช้มันให้เธอเอง ถ้าเธอมีชีวิตอยู่นานพอ”

ชีวิตของเธอทำให้ฉันนึกถึงเส้นกราฟพาราโบลากลับหัว ที่ค่อยๆ ไต่ขึ้นสู่จุดสูงสุด แล้วดิ่งลงแบบไม่กลับขึ้นไปอีก


** อ่านเพิ่มเติม
Sassy
Nina Simone
Dinah Washington

วงกตแห่งถ้อยคำและกับดักทางภาษา

IMG_20150902_220210

โศกนาฏกรรมมักจะตรึงใจเราเสมอ
ความรู้สึกเดียวนี้เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ตั้งแต่ต้นจนหน้าสุดท้ายที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบลง
นวนิยายหลายๆ เล่มกระทำต่อเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวแส้แห่งความเศร้าเข้าโบยเรา มัดเราไว้กับมันและลากพาวิญญาณของเราถูลู่ถูกังไปทีละหน้าๆ ความร้าวรานขมขื่นซ้ำๆ ที่เราเคยอ่านเจอ
มิลาน กุนเดอรา จูเลียน บาร์นส์  กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ฮารูกิ มุราคามิ มาร์เกอริต ดูราส เลารา เอสกีเวล อรุณธตี รอย มาถึง วีรพร นิติประภา

ว่ากันตรงๆ ฉันไม่ค่อยอ่านเรื่องแต่งไทย ด้วยเหตุผลว่าพล๊อตก็งั้นๆ ตัวละครเหมือนกันหมด ไม่พ้นรักไม่ลืมหูลืมตาหรือไม่ก็เพื่อชีวี้ดเพื่อชีวิต วันก่อนฉันถามชายหนุ่มว่า สมัยนี้นักเขียนไทยเขาเขียนอะไรกันมันน่าจะพ้นยุคแสวงหามาไกลแล้ว “สัจนิยมมหัศจรรย์” เขาว่า “กำลังเป็นที่นิยมและร่วมสมัยในบ้านเรา” อ้อ– ฉันพูดว่าอ้อ แต่นึกภาพไม่ออก

หลายเดือนก่อนกวีหนุ่มที่พยายามฝึกเป็นนักเขียนก็บอกฉัน…ว่าฉันควรจะอ่านมันนะ —ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต ฉันเคยได้ยินหนังสือชื่อนี้ อย่างน้อยก็นานเป็นปีแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร ฉันเกลียดไส้เดือน ไม่รู้สึกดีที่ได้ยินว่ามันเป็นชื่อหนังสือและก็ไม่คิดจะอ่าน ไม่เลย จนเมื่อผู้หวังดีคนหนึ่งซื้อมันและหยิบยื่นให้ และเขาบอกว่า ต้องลองดู

เหมือนความรู้สึกแรกของคนที่เลิกเหล้ามานานปีดีดัก แค่ได้สูดกลิ่นเบอร์เบินเข้าไปชั่วหนึ่งหายใจก็แทบจะเทกรอกทั้งขวดรวดเดียว ทั้งหวาดกลัวความเมามายและทั้งสุขสมไปกับมัน
เปล่าหรอก ฉันไม่ได้อ่านรวดเดียวจบ อย่างน้อยๆ ก็สองวัน ถ้าชีวิตไม่ต้องทำมาหากินอะไร ฉันก็คงอ่านรวดเดียวจบภายในสิบชั่วโมง
และนั่น–มันทำฉันติดกับดักทางภาษาเข้าให้ และเชื่อว่าหลายๆ คนที่ได้อ่านก็คงเป็นเช่นเดียวกัน อ่านไปๆ ก็ได้แต่สบถ เอากะนางสิยัยป้านี่ เชื่อนางจริงๆ
คำง่ายๆ ทว่าท่วงท่าของภาษานั้นเสน่ห์ร้ายกาจ ล่อลวงเราให้ติดกับและแทบไม่อยากจะถอนตัวออกมา

อ่านไปๆ เหมือนได้กินอาหารฟิวชั่นส่วนผสมหลากหลาย เครื่องเทศชั้นดี
Like Water for Chocolate / The Unbearable Lightness of Being / One Hundred Years of Solitude / blu and rosso / Love in the Time of Cholera / The God of Small Things แล้วแต่งกลิ่นด้วย Turn Left, Turn Right / Calmi Cuori Appassionati และอะไรอื่นอีกหลายกลิ่นที่ไม่อาจจะบอกได้
เหมือนกับเมื่อเราได้ลิ้มรสอาหารจานหนึ่งแล้วรู้สึกว่าเคยลิ้นจนต้องตักเข้าปากซ้ำๆ เพื่อแกะหาร่องรอยความคุ้นเคยแห่งที่มานั้นให้ได้ว่าคืออะไร กลิ่นที่รวมเอาหลายๆ สิ่งที่เราชื่นชอบมาเป็นอาหารเมนูใหม่ แล้วฉันก็พบ–มันคือความต่างในความซ้ำ

โศกนาฏกรรมมักจะซ้ำรอยเดิมเสมอ มันร้าวราน ขมปร่า กลืนกินเรา แต่เราก็กลืนมันลงไปด้วยง่ายดายเช่นกัน
เราหลงใหลมัน รักมันหัวปักหัวปำ
ทำไมอย่างนั้น ฉันเองก็ไม่รู้
สิ่งเดียวที่นึกขึ้นได้ตอนที่อ่านนวนิยายเล่มนี้จบลงก็คือ
แค่เราหยุดนิ่งเพียงเสี้ยววินาที คนอื่นก็ก้าวไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้ว
ถ้าตอนนี้เราเริ่มก้าวต่อแล้วออกวิ่งจะไล่กวดเขาทันไหมหนอ…เอาแค่ทันก็พอ ไม่ต้องฝันจะล้ำหน้าเขาไปหรอก.

บล็อก บล็อก

ฉันไม่ได้เขียนบล็อกนานมากแล้ว ยาวนานจนเกือบลืมไปแล้วว่าฉันคือ izabelle
ยุคสมัยของฉัน เทคโนโลยีปรับเปลี่ยนปุบปับ โซเชียลเน็ตเวิร์คอันอัศจรรย์
มันทำให้แม่ของฉันซึ่งจบแค่ ป.4 อ่านออก เขียนได้บ้างไม่ได้บ้าง มีสังคมแบบที่นางไม่เคยมี สังคมแบบที่ฉันไม่เคยจินตนาการไปถึง

บางทีมันก็ดูน่าพิศมัย เอ๊ะ ตกลงว่านี่เราอาศัยอยู่ในยุคใด เราไปถึงยุคควอนตัมหรือยัง
สมัยฉันเป็นเด็กอนาล็อกฉันไม่เคยคิดเลยว่ามนุษย์เราจะรื่นรมย์กับสังคมแปลกหน้าได้ขนาดนี้
เราล่วงผ่านดิจิตอลมาไม่เท่าไหร่เองนะ แต่ฉันกลับรู้สึกว่ายุคสมัยของฉันมันล่วงผ่านมานานเหลือเกิน
เดี๋ยวนี้เรามี 3G 4G มี wifi ใช้ และเราก็ลืมวินาทีแรกของการเริ่มต้นเข้าสู่ระบบออนไลน์ไปเสียสนิท
ยุคที่อีเมลเป็นสิ่งแปลกใหม่ — ตอนนั้นฉันไม่เคยเข้าใจว่าเราจะใช้ประโยชน์จากมันได้ยังไง เราจะส่งอีเมลหาใครกันวะ (แล้วก็ยังดีดดิ้นดัดจริต เขียนโปสการ์ดโรแมนติกๆ อยู่นั่นแหละ)
ยุคที่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยังต้องไปอิงอยู่กับร้านอินเทอร์เน็ตชั่วโมงละ 30 บาท
แล้วต่อมามันก็กลายร่างเป็นอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ที่เข้าไปแล้วเจอเด็กเล่นเกมออนไลน์ ส่งเสียงสบถน่าขนหัวลุก

เดี๋ยวนี้คนที่ฉันรู้จัก เค้าไม่ค่อยเขียนบล็อกกันแล้ว
เค้าย้ายอาณานิคมไปอยู่ facebook กันหมดแล้ว
(เราตกเป็นอาณานิคมสมบูรณ์แบบแล้วสิ, แม้แต่ฉันก็ด้วย)

ฉันไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ ว่าจะมีใครสักกี่คน โหยหาช่วงเวลารอยต่อระหว่างอนาล็อก-ดิจิตอลเหมือนฉันบ้าง

บางทีฉันก็คิดถึงเอเลี่ยนแปลกหน้าที่เจอใน MSN ที่จนป่านนี้แล้วฉันไม่เคยรู้ว่าเป็นใคร เพศไหน ตอนนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไร เพราะเราไม่ได้คุยกันมาเกือบทศวรรตแล้ว

มันช่างซับซ้อนและย้อนแย้ง การโต้ตอบกับคนแปลกหน้าอันคุ้นเคย
เราเดินสวนกันไปมาบนโลกยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ค ไปมาหาสู่กันอย่างฉาบฉวย
ณ จุดนี้ ท่วงทำนองหายใจเข้า-ออกเป็นจังหวะฮิปสเตอร์
นี่ละเหรอชีวิตของเรา
นี่ละนะ ยุคสมัยของเรา
โลกหมุนเหวี่ยงตัวเองเร็วและแรงขึ้น

เชื่อฉัน เชื่อฉัน เดี๋ยวนี้คนไม่กลัววันสิ้นโลกกันแล้ว

ว่าด้วยเรื่องงานพิสูจน์อักษร (2)

จริงๆ ก็ไม่ได้คิดว่าจะลามเลื้อย บ่นยืดบ่นยาวขนาดนี้ มันมีเหตุมาจากนั่งทำงานพิสูจน์อักษรชิ้นหนึ่งอยู่ แล้วเกิดความคันขึ้นมา
ฉันไม่ได้ทำงานประจำมาพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ก็ยังรับจ้างเพื่อนทำงานหนังสือ
หลักๆ คือพิสูจน์อักษร (เป็นคนงานทำหนังสือมาจะสิบห้าปีเข้าแล้ว งานหลักๆ ที่วนไปวนมาคือพิสูจน์อักษรนะ)
ถือเป็นงานที่ถนัดที่สุด แต่ก็ไม่ได้มีความชำนาญมากมายอะไร ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมชาติของการทำหนังสือ มันไม่เคยสมบูรณ์แบบเลยสักครั้ง

พอหนังสือพิมพ์เป็นเล่มออกมา จับหนังสือ รีดนิ้วกรีดกระดาษเปิดผ่านๆ คำผิดมันทิ่มตาเอาเลย แล้วก็ยืนก่นด่าตัวเอง กูว่าแล้ว อี-บอด เจอที่ผิดจนได้
มันเลยกลายเป็นความกลัว กลัวหนังสือที่พิมพ์เสร็จใหม่หมาดเพิ่งออกจากโรงพิมพ์ ไม่อยากจะแตะต้องมัน ไม่อยากแม้แต่จะมองมัน เพราะกลัวขึ้นหัวว่าจะเจอที่ผิด
ก็ทำใจไว้แล้วล่ะ ว่าต้องมีผิด แต่มันรู้สึกท้อ อับอายขายขี้หน้า

สมัยทำสำนักพิมพ์อดีตเจ้านายเคยบอกว่าไม่มีหนังสือเล่มไหนไม่ผิดหรอก น้อยมากที่จะเจอที่ผิด
บางจุดคนอ่านไม่เห็น แต่เราคนทำหนังสือรู้เห็นแก่ใจตัวดี นี่เราพลาดอีกแล้ว

ครั้งหนึ่งหนังสือเสร็จหมาดๆ ออกจากโรงพิมพ์มาหนึ่งสัปดาห์เห็นจะได้ ทางสายส่งโทร.มาแจ้งว่ามีเรื่องผิดพลาดใหญ่หลวง
หนังสือพิมพ์ผิด ต้องตีคืนทั้งล็อต ฉันรับโทรศัพท์จากเพื่อนมาอีกที ห่อเหี่ยว นี่มันเรื่องชิบหายอะไรอีก กูพลาดอะไรอีก
เข้าไปสำนักพิมพ์ ถามกันว่าอะไรมันผิดถึงได้ถูกตีคืน พี่ฝ่ายขายบอกว่าบาร์โคดผิด ยิงแล้วราคามันขึ้นต่ำกว่าราคาปก
ฉันได้แต่ยืนบื้อ อันนี้กูก็จนด้วยเกล้านะ จะให้กูตรวจพรูฟบาร์โคดยังไงวะ ก็มันเป็นเส้นๆ
เลขบาร์กะเลข ISBN มันก็ตรงนี่หว่า แต่ตัวบาร์โคดมันไม่ใช่
โรงพิมพ์เค้าบอกมาว่ามันผิดพลาดทางเทคนิค วิธีแก้ก็คือพิมพ์บาร์โคดใหม่เป็นสติ๊กเกอร์แล้วแปะทับ
สองสามวันนั้นเราก็นั่งแปะบาร์โคดกันมือหงิก
2500 เล่มเชียวนะคุณ

จะว่าไป บางทีความผิดพลาดมันก็มีเสน่ห์ บางเรื่องทำให้เราจดจำและนึกถึงมันอยู่เสมอต่อให้เหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว

ฉันเคยพูดขึ้นว่าทำไมนักเขียนหรือคนเขียนหนังสือถึงทำงานไม่เรียบร้อย เขียนผิดๆ ถูกๆ ส่งมา
บางคนไม่เคยเช็คข้อมูลให้ดีเสียก่อน เขียนมาได้ยังไง
แล้วก็มีคำพูดลอยเข้าหูมาว่า ถ้าเค้าเขียนถูกพวกมึงก็ไม่มีงานทำซิวะ เขียนมาถูกๆ คนพิสูจน์อักษรก็สบายไม่ต้องทำอะไร
ก็จริงของคนที่พูดอย่างนั้นนะ แต่ฟังแล้วดูถูกกันเกินไป
ใช่ว่าเขียนมาไม่มีคำผิดเลยแล้วคนตรวจพรูฟจะเบาแรง เราก็ทำงานตามหน้าที่ของเราเหมือนเดิม ยังต้องตรวจเช็คอ่านกันทุกบรรทัดเช่นเดิม
แต่มันให้รู้สึกสมเพชและเหยียดหยามในใจเมื่ออ่านพรูฟต้นฉบับก่อนจะนำไปจัดหน้าแล้วพบว่ามีจุดแก้แดงเถือกเต็มไปหมด – “หะ มึงบอกว่ามึงนักเขียน ทำไมสะกดผิดเยอะนักวะ” แล้วเราก็ก้มหน้าก้มตาอ่านต่อไป

จะพูดว่าคนตรวจพรูฟก็ทำหน้าที่ไป จะมาบ่นทำไม มันก็ถูกนะ
แต่จะให้สรุปว่านักเขียนไม่ต้องมีมาตรฐานก็ได้ใช่หรือเปล่า
แค่เขียนให้อ่านรู้เรื่องรู้ความ เขียนให้อ่านสนุกก็พอ สะกดผิดๆ มาไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่หน้าที่ของนักเขียนที่จะต้องมาตรวจคำผิด
(คือฟังดูเป็นความรับผิดชอบของคนพิสูจน์อักษรที่ทำให้นักเขียนกลายเป็นคนมักง่ายยังไงก็ไม่รู้นะ)

ฉันว่าทั้งผู้เขียน และคนพิสูจน์อักษรต่างก็ควรรับผิดชอบเรื่องหน้าที่ของตัวเองให้ดี ไม่ใช่ยกให้เป็นธุระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
การที่เราบ่นว่าเขียนมาผิดๆ ถูกๆ ไม่ได้หมายความว่าเราขี้เกียจตรวจ แต่เราสมเพชในความไม่เอาใจใส่ในการทำต้นฉบับของผู้เขียน

ป.ล. ฉันว่าเรื่องนี้ยังมีต่ออีกยาว

ว่าด้วยเรื่องงานพิสูจน์อักษร

จะว่าไปการพิสูจน์อักษรนี่ถ้าเป็นการเรียนก็ถือเป็นวิชาเบื้องต้นของกระบวนการทำหนังสือ
สมัยก่อนถ้าเข้าไปขอเค้าฝึกงาน งานแรกๆ ที่ได้ทำมักจะเป็นการ ‘ตรวจพรูฟ’ เรียนจบใหม่ๆ เข้าไปทำงาน งานชิ้นแรกที่เค้ายื่นให้ก็คือตรวจพรูฟอีกแหละ ตรวจอยู่เป็นปีๆ นะกว่าเค้าจะให้เข้าไปทำในกองบรรณาธิการ
พอทำกองบรรณาธิการแล้วก็อาจจะเกือบสิบปีถึงจะได้เป็นบรรณาธิการ
พอเป็นบรรณาธิการแล้วก็ใช่ว่าจะนั่งหล่อๆ สวยๆ หรอก
ฉันเคยร่วมงานกับบรรณาธิการคนหนึ่งอยู่หลายชิ้น ครั้งแรกๆ ที่ทำงานด้วยกันนั้นให้สงสัยว่าทำไมเป็น บก.แล้วยังต้องทำขนาดนี้
คือนางตรวจพรูฟเอง และตรวจอย่างละเอียดด้วย ตรวจอยู่สามสี่รอบ ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ – คนทำงานตรวจพรูฟไม่ได้ทำงานห่วยแตกหรอกนะ
ร่วมงานกันหลายครั้งเข้าถึงได้เข้าใจว่าจริงๆ แล้วมันก็คือความรับผิดชอบหนึ่งของบรรณาธิการ
ต่อให้ผ่านต้นฉบับยาก-ง่ายอะไรมาเท่าไหร่ สุดท้ายการพิสูจน์อักษรก็ยังเป็นงานสำคัญสำหรับการทำหนังสือ

เพื่อนคนหนึ่งบอกว่า “งานตรวจพรูฟเป็นงานกุลี งานหนักค่าจ้างน้อย ไม่มีเด็กที่ไหนมันอยากทำหรอก”
ฉันก็เห็นจริงอย่างที่ว่า สมัยฉันอยากจะทำงานหนังสือ เที่ยวไปขอเค้าตรวจพรูฟ เพราะมีความคิดว่าเราจะได้อ่านหนังสือเล่มนั้นเป็นคนแรกๆ ได้อ่านก่อนคนซื้อ
แต่เค้าไม่ได้ให้ตรวจกันง่ายๆ หรอก สมัยนั้นฉันน่ะอยากทำหนังสือเอามากๆ แต่มันก็ยาก เรามันคนไร้การศึกษา ไม่ได้เรียน ไม่ได้มีวิชาชีพทางหนังสืออะไรกะเค้าเลย อยากทำหนังสือเพราะอยากอ่านหนังสือ แล้วก็เห็นว่าน่าจะได้อ่านหนังสือฟรีด้วย

พอได้เข้ามาทำงานประจำสำนักพิมพ์ จำได้ว่าเข้าไปใหม่ๆ ก็มักจะได้อ่านจดหมายจากคนอ่านเขียนมาบอกกล่าวเรื่องข้อมูลตรงนั้นพลาด หน้าเท่านี้เท่านั้นเขียนผิด
บางคนถึงกับส่งหนังสือที่ซื้อไปกลับมาให้ ตอนเปิดซองออกเข้าใจว่าเค้าส่งหนังสือชำรุดมาเปลี่ยน
แต่พอเปิดดูในหนังสือมีการขีดวงด้วยปากกาแดงตรงตำแหน่งคำที่เขียนผิดไว้อยู่หลายจุด
ตอนนั้นฉันคิดว่า แหม่ วันวันนี่คงจะมีเวลาว่างมากถึงได้ทำอะไรยังนี้
แต่พอกลับมานั่งคิดๆ ดู ที่เค้าทำมันก็ถูกของเค้านะ เค้าช่วยเราตรวจพรูฟ
แต่ก็นะ คือมันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว หนังสือมันพิมพ์ไปแล้ว จะให้รื้อมาแก้ใหม่มันก็เกือบเท่ากับว่าต้องโยนอันเก่าทิ้งนั่นแหละ

ฉันถึงพอเข้าอกเข้าใจเอาเมื่อทำหนังสือจนตัวหนังสือมันเข้าเส้นแล้ว
สิ่งที่เขาแสดงออกมานั้น เขาคงต้องการบอกสำนักพิมพ์ว่าฉันถือสาเรื่องนี้นะ พิสูจน์อักษรผิด ข้อมูลไม่ถูก
แต่คนสมัยนี้ไม่ค่อยถือสากันเรื่องเขียนผิดเขียนถูก
ไม่เกี่ยวกับปริมาณคนอ่านหนังสือมากหรืออ่านหนังสือน้อย
แต่ดูเหมือนมันไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าไหร่ เขียนผิดก็ผิดไป ไอ้จดหมายทำนองนั้นไม่มีมาให้เห็นมาหลายปีแล้ว

ตอนทำสำนักพิมพ์มีน้องๆ จบใหม่โทร. มาขอสมัครงาน บางคนก็เขียนอีเมลมา เราจะถามกลับไปว่า อยากทำตำแหน่งอะไร / ทำอะไรได้บ้าง คำตอบส่วนใหญ่ทำให้ฉันกลัว

น้อง: “สวัสดีค่ะ จะสอบถามเรื่องสมัครงานค่ะ”

พี่: “ใครแนะนำมาคะน้อง จริงๆ ที่สำนักพิมพ์ไม่มีนโยบายรับคนเพิ่มเลยค่ะ ขนาดเด็กฝึกงานยังไม่รับเลยนะ แล้วน้องเคยทำอะไรเกี่ยวกับหนังสือมามั้ย”

น้อง : “ยังไม่เคยเลยค่ะ แต่พอจะขีดๆ เขียนๆ อยู่บ้าง ตามบล็อกน่ะค่ะพี่”

พี่ : “งั้นน้องพอจะทำอะไรได้บ้าง อยากทำตำแหน่งอะไรล่ะ”

น้อง : “อยากทำตำแหน่งบรรณาธิการค่ะ แต่จริงๆ แล้วหนูอยากเป็นนักเขียน”

พี่ : !!! ไม่มีคำพูดอะไรได้แต่กลืนน้ำลาย แต่แล้วก็ลองถามออกไปเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเจียมตนต่อเด็กจบใหม่ว่า “แล้วงานพิสูจน์อักษรน้องพอทำได้มั้ย” น้องก็ตอบชัดถ้อยชัดคำว่า

น้อง : “หนูไม่ค่อยชอบค่ะ เป็นไรที่ไม่ถนัดเลย”

หลังจากนั้นฉันจำไม่ได้แล้วว่าได้พูดอะไรออกไปบ้าง หรือเรื่องมันดำเนินต่อยังไง

เรื่องนี้มันเกิดขึ้นมาหลายปีดีดักแล้ว เดี๋ยวนี้คงไม่มีใครไปสมัครงานเป็นคนงานทำหนังสือกันแล้ว ด้วยว่าใครๆ ก็เขียนหนังสือได้

สมัยนี้การจะออกหนังสือสักเล่มเป็นเรื่องง่ายยิ่งกว่าลวกมาม่านะคะ
นักเขียนที่เขียนเอง พิมพ์เองก็มี ทำงานด้วยระบบ all-in-one ค่ะ

แต่หลายๆ สำนักพิมพ์เค้าก็ปรับตัวกันเยอะ ทำยังไงก็ได้เพื่อบริหารเงิน ลดค่าใช้จ่าย ยุบตำแหน่ง ดีดพนักงานออกเหมือนดีดขี้หูออกจากปลายเล็บ จากสำนักพิมพ์เล็กๆ กลายเป็นสำนักพิมพ์เล็กมากๆ

เออ รู้สึกว่ายิ่งพูดไปยิ่งเหมือนตีวัวกระทบคราด จะกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันเสียเปล่าๆ

กะจะพูดเรื่องพิสูจน์อักษรแต่เรื่องอื่นมันตามมาด้วย ไว้เล่าต่อดีกว่า น้ำลายแตกฟองแล้วท่าว่าขี้ปากจะขึ้น