ฤดูกาลแห่งการอ่าน

ใกล้งานสัปดาห์หนังสืออีกแล้ว แต่ฉันคิดว่า คราวนี้ คงไม่ได้ซื้อหนังสือหรอก เพราะที่มีอยู่และที่ได้มาก็ยังอ่านไม่หวาดไม่ไหว ฉันสังเกตว่า เดี๋ยวนี้ หนังสือเล่มหนาขึ้น และสิ่งที่ฉันสนใจอ่านก็หนักขึ้น ก็ดูหนังสือที่ฉันหยิบขึ้นมาอ่านเหล่านี้สิ

* * * * *

power1

ผู้นำ อำนาจ ประวัติศาสตร์ และการเมืองใหม่

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา | สำนักพิมพ์ openbooks

ข้อเขียนว่าด้วยเรื่องอำนาจและบริบททางประวัติศาสตร์และการเมืองของเหล่าผู้นำคนสำคัญของโลกในช่วงรอยต่อระหว่างปลายศตวรรษที่ 20 ต้นศตวรรษที่ 21 โดยผู้เขียนได้เล่าชีวประวัติย่อๆ ของผู้นำสำคัญๆของโลกยุคใหม่ อาทิ โทนี่ แบลร์ – อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ วลาดิมีร์ ปูติน – อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นิโคลาร์ ซาร์โกซี – ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส แบร์ลุสโคนี – (เทียบเท่าตำแหน่ง) นายกรัฐมนตรีของอิตาลี หู จิ่น เทา – ประธานาธิบดีจีน บารัค โอบามา – ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ฯลฯ

เนื้อหาในเล่มบอกเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดและเป็นไป ตามความเปลี่ยนแปลงของโลก การตัดสินใจกระทำการต่างๆของเหล่าผู้นำ สะท้อนให้เห็นว่าบางบริบทในประวัติศาสตร์ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเปลี่ยนผันต่อโลกปัจจุบัน

ข้อเขียนในเล่ม เคยตีพิมพ์ครั้งแรกใรนิตยสาร ฅ.คน ในคอลัมน์ ฅ.คนข้างฝา

* * * * *

utopiaUtopia

เซอร์ โธมัส มอร์ เขียน | สมบัติ จันทรวงศ์ แปล

สำนักพิมพ์สมมติ

ยูโทเปีย ฉันได้ยินคำคำนี้มานานมากแล้ว ทุกครั้งที่ฉันนึกถึงยูโทเปีย ฉันมักจะคิดถึงประโยคหนึ่งที่ว่า ..กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว..นั่นเพราะฉันรู้สึกว่า ยูโทเปียนั้นเป็นเทพนิยาย และฉันก็คิดเอาแบบคนเขลาว่ามันมีอยู่จริงแค่ในนิทาน การได้เริ่มอ่านงานชิ้นนี้ของ โธมัส มอร์ แค่เพียงไม่กี่ย่อหน้า ความคิดความเข้าใจแต่เดิมเปลี่ยนไปในทันที

(อ้อ..อะไรๆก็ดีหรอกนะ สำหรับ สนพ.สมมติ ไม่ว่างานที่เขาเลือกมาพิมพ์ รูปเล่มสวยคลาสสิค แต่อิชั้นเห็นว่าคำนำ สนพ.นั้นน่าจะเขียนให้ย่อยง่ายและเป็นมิตรกับผู้อ่านความรู้น้อยเสียหน่อยก็ดี อย่าลืมว่าในประเทศนี้ไม่ได้มีแต่เฉพาะคนที่ฉลาดเท่าเทียมกันกับพวกคุณ คิดเสียว่าคุณกำลังทำหนังสือให้สาวโรงงานอ่านจะได้ไหม สาวโรงงานก็มีสิทธิที่จะอ่านวรรณกรรมไม่ใช่หรือ)

* * * * *

timeA matter of Time : เรื่องของเวลา

ดร.ปิยบุตร บุรีคำ แปล | สำนัพกพิมพ์มติชน

เรื่องของเวลาในหลากหลายแง่มุมให้ค้นหา หากคุณอยากรู้ว่าปัจจุบันคืออะไร ต่อจากนั้นเมื่อคุณจับต้องและสัมผัสได้ มันก็กลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว จากปัจจุบันสู่อนาคตเปลี่ยนผันเปลี่ยนผ่านกลายเป็นอดีต

ถ้านักฟิสิกส์ตามหาเวลาไม่เจอ แล้วนักปรัชญาล่ะ จะช่วยหาได้ไหม และจริงๆแล้ว เวลามีอยู่จริงหรือไม่

เล่มนี้อาจจะอ่านยากไปหน่อย แต่สนุกมาก

* * * * *

feynmanSurely you’re joking Mr.Feynman

ราล์ฟ เลห์ตัน เรียบเรียง | นรา สุภัคโรจน์ แปล

สำนักพิมพ์มติชน

หนังสือที่เล่าถึงชีวประวัติของ ริชาร์ด ฟายน์แมน อีกหนึ่งนักฟิสิกส์คนสำคัญของโลก ฟายน์แมนนั้นฉลาดเฉลียวในการอำและมีอารมณ์ขัน ฉันคิดว่าฟายน์แมนเป็นบุคคลหนึ่งที่เราควรจะได้รับรู้และได้อ่านชีวประวัติของเขา หาใช่เพราะเขาเป็นอัจฉริยะแห่งโลกฟิสิกส์ หากแต่เขาเป็นแค่ชายธรรมดาๆคนหนึ่งที่เรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวเขานั้นทำให้เรามีความสุข

* * * * *


last-lecture1วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน เล่ม 2

สฤณี อาชวานันกุล แปล | สำนักพิมพ์ openbooks

รวมสุนทรพจน์ในวันจบการศึกษา จากสิบบุคคล..ที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในชีวิต
-ก็แหงสิ ใครจะเชิญบุคคลผู้ล้มเหลวในชีวิตขึ้นกล่าวปาฐกถาให้บัณฑิตจบใหม่ฟังละ-

เล่มนี้เป็นเล่มที่สองแล้ว กับการนำปาฐกถาวันจบการศึกษาของบุคคลชั้นนำ มาแปลและรวบรวมพิมพ์ออกเป็นเล่ม เล่มที่สองนี้ มีใครบ้าง จะร่ายรายชื่อให้ฟัง

J.K. Rowling – แม่แท้ๆ ของ แฮรี่ พอร์เตอร์
“ประโยชน์ทางอ้อมของความล้มเหลว และความสำคัญของจินตนาการ”
คนจำนวนมากไม่อยากใช้จินตนาการของพวกเขาเลยเสียด้วยซ้ำ พวกเขาเลือกที่จะอยู่อย่างสุขสบายภายในพรมแดนของประสบการณ์ส่วนตัว ไม่เคยกวนใจตัวเองให้สงสัยว่า ชีวิตจะเป็นอย่างไรถ้าเกิดมาเป็นคนอื่น พวกเขาสามารถปฏิเสธที่จะได้ยินเสียงร้องโหยหวนหรือจ้องมองเข้าไปในกรงขัง พวกเขาสามารถปิดสมองและใจให้ไม่ต้องรับรู้ถึงความทุกข์ทรมานใดๆ ก็ตามที่ไม่ได้กระทบพวกเขาโดยตรง พวกเขาสามารถปฏิเสธที่จะรู้…
+ +

Guy Kawasaki – นักธุรกิจที่ทำให้แอปเปิลเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
“คุณอยากเป็นผู้ประกอบการใช่ไหม”

ชีวิตที่ไม่เคยสำรวจตรวจสอบตัวเองอาจไม่คุ้มค่าแก่การใช้ แต่ชีวิตที่ไม่เคยใช้ก็ไม่คุ้มค่าแก่การสำรวจตรวจสอบเช่นกัน จงมั่นใจว่าชีวิตของคุณคุ้มค่าที่จะสำรวจตรวจสอบ…
+ +

Barak Obama – ประธานาธิบดีผิวสี คนแรกของอเมริกา
“จงทำให้เรากลับมาเชื่อมั่นอีกครั้งหนึ่ง”

การเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้นั้น ไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับการเชื่อแบบไร้เดียงสา เพราะความเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้นโดยง่าย ทางเลือกที่ยากลำบากรอเราอยู่ในประเด็นใหญ่ๆ ที่เรากำลังเผชิญ…

+ +

Anna Quindlen – นักเขียนเบสเซลเลอร์..
“จงเสาะหาชีวิตที่แท้จริง”

จงพินิจพิเคราะห์ดอกลิลลี่ในทุ่ง มองดูขนอ่อนๆหลังใบหูของเด็กทารก อ่านหนังสือในสวนหลังบ้านโดยมีแสงอาทิตย์อาบหน้า เรียนรู้ที่จะมีความสุข และใช้ชีวิตราวกับคุณกำลังเผชิญกับโรคร้ายแรงที่ไม่มีทางรักษา เพราะถ้าคุณทำอย่างนั้น คุณจะใช้ชีวิตอย่างเบิกบานและกระตือรือร้น ซึ่งนั่นก็คือวิธีที่เราทุกคนควรใช้ชีวิต…
+ +

Bill Watterson – นักเขียนการ์ตูนช่อง
“ไอเดียบางข้อเกี่ยวกับโลกภายนอก จากคนที่ชำเลืองมองมันแล้วเผ่นหนี”

คุณอาจจะแปลกใจที่ได้พบว่าการดำเนินชีวิตประจำวันและเรื่องที่ต้องทำเพื่อ “อยู่ไปวันๆ” นั้น จะดูดกลืนเวลาตอนตื่นของคุณอย่างรวดเร็ว คุณอาจจะแปลกใจที่ได้พบว่าคุณจะเริ่มมองการเมืองและศาสนาของคุณว่าเป็น เรื่องของนิสัยแทนที่จะเป็นเรื่องของการใช้ความคิดและตั้งคำถาม คุณอาจจะแปลกใจที่ได้พบว่าการอ่านหนังสือดีๆ เล่มหนึ่งแทบจะกลายเป็นของฟุ่มเฟือยไปเลย..
+ +

Bradley Whitford – Josh Lyman ใน The West Wing
คุณมีทางเลือกว่า คุณจะเป็นเหยื่อผู้เฉยเมยที่ปล่อยให้สถานการณ์พัดพา หรือเป็นฮีโร่ผู้แข็งขันในชีวิตของตัวเอง การลงมือทำคือยาแก้ความไม่แยแส การมองโลกในแง่ร้ายและความสิ้นหวัง แน่นอนว่าคุณจะต้องทำผิดพลาด เมื่อชีวิตคุณเข้าสู่จุดจบ คนจะตัดสินคุณจากก้าวที่คุณกระโดด ไม่ใช่จากก้าวที่คุณพลาดพลั้ง
+ +

Suzan-Lori Parks – นักเขีนรางวัลพูลิตเซอร์
“ชีวิตแบบที่คุณรักจะกระเถิบเข้าใกล้คุณ”

คำแนะนำที่ดีที่สุดที่ฉันเคยได้รับเป็นคำแนะนำที่แย่ที่สุดที่ฉันเคยได้รับจากคนอื่นด้วย
+ +

Aleksandr Solzhenitsyn – นักเขียนโนเบล ปี 1970
ถ้าโลกยังไปไม่ถึงจุดจบ มันก็ได้มาถึงจุดหักเหครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ จุดที่สำคัญเท่ากับจุดเปลี่ยนจากยุคกลางเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ จุดหักเหครั้งนี้จะฉุดดึงให้จิตวิญญาณของเราพุ่งสูง เราจะต้องทะยานขึ้นสู่วิสัยทัศน์บนระนาบใหม่ที่สูงกว่าเดิม สู่ชีวิตระดับใหม่ที่ธรรมชาติทางกายภาพของเราจะไม่ถูกสาปเหมือนกับในยุคกลาง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ระดับที่จิตวิญญาณของเราจะไม่ถูกเหยียบย่ำเหมือนอย่างในยุคสมัยใหม่
การทะยานขึ้นครั้งนี้จะคล้ายคลึงกับการปีนขึ้นสู่พัฒนาการของมนุษย์ขั้นต่อไป ไม่มีใครบนโลกที่มีทางเลือกเหลืออีกแล้ว – ยกเว้นทางเลือกที่อยู่เหนือหัวเราขึ้นไปเท่านั้น.
+ +

John Walsh – ภัณฑารักษ์
สำนึกอยู่เสมอว่าคุณกำลังให้อะไรกับตัวเอง และทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร

* * * * *

genderเพศ : จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ

ธเนศ วงศ์ยานนาวา เขียน | สำนักพิมพ์มติชน

ข้อเขียนนี้เคยลงตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในมติชนสุดสัปดาห์ เนื่องจากสายตาอันชราของข้าพเจ้า จึงไม่สามารถตามอ่านจากหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ได้ตลอด เพราะทั้งเวลาอันจำกัดและความทรมานในการเพ่งจ้องตัวอักษรซึ่งเรียกว่าเล็กเสียยิ่งกว่าขี้ตา

หลายๆคนในยุคสมัยนี้ยังมองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่าอายที่จะพูดหรือเอ่ยถึงอย่างโจ่งแจ้ง แต่คุณปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องสามัญ การ กิน ขี้ ปี้ เยี่ยว เป็นเรื่องธรรมชาติ อย่าบอกนะว่าพวกคุณไม่เคยกระทำเรื่องพวกนี้เลย หากคุณจะตอบว่าไม่ ก็จงเก็บคำของคุณไว้และอย่าได้เอ่ยพ่นมันออกมา เพราะถ้าใครได้ยินได้ฟังแล้วคุณจะถูกประณามว่าเสียชาติเกิด

ในเล่มนี้คุณจะได้พบว่าการสำเร็จความใคร่หาใช่เรื่องผิดบาป การรักร่วมเพศเกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่ยุคกรีกโบราณและปรากฏอยู่ในตำราการแพทย์อินเดียตั้งแต่คริสศตวรรษที่หนึ่ง

เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติก็จริง แต่มันมีความสลับซับซ้อนในตัว มันถูกล้อมเอาไว้ด้วยเรื่องของจริยธรรม เราถูกมายาคติบางอย่างหุ้มห่อ ทำให้เรามองเรื่องเพศบิดเบือนไป

* * * * *

tofflerความมั่งคั่งปฏิวัติ

Alvin & Heidi Toffler เขียน | สฤณี อาชวานันกุล แปล

สำนักพิมพ์มติชน

หนังสือเล่มนี้ออกจะหนักไปเสียหน่อย ทั้งเล่มและเนื้อหา (ข้าพเจ้าก็ยังอ่านไปไม่ถึงไหนเลย เลือกอ่านบ้าง ข้ามตอนไปบ้าง

เป็นหนังสือที่น่าสนใจอีกเล่ม เพราะผู้เขียนทั้งสองใช้เวลารวบรวมข้อมูลเพื่อจะให้ได้หนังสือเล่มนี้ออกมา ยาวนานถึง 12 ปี คุณรู้สึกใช่ไหมว่าโลกหมุนเร็วขึ้นและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กินความกว้างกว่าการปฏิวัติเสียอีก ระบอบเสรษฐกิจใหม่เดินขนานไปกับวิถีชีวิตในยุคโลกาภิวัตน์ เราจะเข้าใจได้ว่าเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยและเลวร้ายที่ส่งผลสะเทือนไปทั่วโลกในตอนนี้มันเกิดจากอะไร

* * * * *

cosmosThe Fabric of The Cosmos | ทอถักจักรวาล

Brian Greene เขียน | ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ แปล

สำนักพิมพ์มติชน

ฉันหมายมั่นปั้นมือหนักหนากับการได้เปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันสนอกสนใจ อวกาศ เวลา และจักรวาล จนอยากจะไปตายแล้วเกิดใหม่เป็นนักฟิสิกส์ แต่คงเป็นไปไม่ได้ เพราะหนึ่ง โดยความเป็นจริงก็คือ ฉันไม่อยากเกิดอีกแล้ว สอง ถ้าฉันเกิดใหม่อีกครั้ง ฉันอาจจะเกิดเป็นอะไรก็ได้ ที่ไม่สามารถใช้ความคิดเป็น และถ้าเป็นงั้นก็จบเห่กันพอดี

ดูจากขนาดของหนังสือและเนื้อหา (หนาประมาณ 600 หน้า) บางคนอาจจะบอกว่ามันเป็นเรื่องยากไปนิดหากจะให้แบกหนังสือเล่มนี้แล้วอ่านมันให้จบ แต่ฉันกลับเห็นว่า ความหนาไม่ใช่อุปสรรค เราเลือกอ่านเฉพาะสิ่งที่เราสนใจในเล่มก็ไม่ใช่เรื่องผิด และหนังสือก็คงรูปอยู่เช่นนี้ มันไม่สูญสลายไปง่ายๆ หรอกตราบใดที่เราเก็บรักษามันไว้ เราจะหยิบมันออกมาอ่านเมื่อใดก็ได้ และฉันคิดว่าทั้งผู้เขียนและผู้แปลก็ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ไม่เกินความสามารถที่เราจะเข้าใจมัน ถ้าเราอยากรู้จริงๆ

* * * * *

da-vinciLeonardo da Vinci – The Flights of the Mind | เลโอนาร์โด ดา วินชี วิถีอัจฉริยะ

Charles Nicholl เขียน | นพมาส แววหงส์ แปล

สำนักพิมพ์มติชน

ชีวประวัติของสุดยอดศิลปินยุคเรอเนซองส์

ตลอดเวลา ฉันได้แต่เฝ้านึกถึงชีวิตประจำวันของดาวินชี เขาทำอะไร คิดอย่างไรกับสิ่งประดิษฐ์และภาพของเขา น่าประหลาดนัก ฉันรู้จักชื่อของเขาจากผลงานของเขา หาใช่รู้จักตัวเขา

ตอนฉันยังเป็นเด็ก ชื่อโมนาลิซานั้นดูจะมีความสำคัญและน่าค้นหากว่าชื่อ ดา วินชี

การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ให้อะไรกับคุณหรอก หากคุณไม่อยากรู้เรื่องของ ดา วินชี หากคุณไม่สนใจศิลปะก็อย่าเสียเวลาอ่านเลย เพราะมันจะทำให้คุณรู้สึกอึดอัดและสูญเวลาเปล่า

บ่อยครั้งที่ฉันตั้งคำถามกับตัวเองว่า ฉันอ่านหนังสือพวกนี้ไปเพื่ออะไร มันไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์ในแง่การงานแต่อย่างใด หนำซ้ำยังทำให้เสียเวลา แต่มีข้อหนึ่งซึ่งอาจไม่สลักสำคัญเท่าใดนัก ฉันพบว่า การอ่านเรื่องราวหรือข้อมูลเหล่านี้ ช่วยกล่อมเกลาจิตใจได้ระดับหนึ่ง

* * * * *

modern-man1POST MODERN MAN | บทจำนรรจ์ว่าด้วยมนุษย์ที่ไม่สามารถจัดประเภทได้ [เล่ม 1]

ไชยันต์ ไชยพร เขียน | สำนักพิมพ์ openbooks

เล่มนี้เป็นเล่มที่ 1 แน่นอนว่าเล่มที่สองคงจะตามมาในอีกไม่ช้า ฉันจะบอกว่า ในบรรดาข้อเขียนที่รวมเป็นเล่มของไชยันต์ ไชยพร ทั้งหมด ก้มีเล่มนี้แหละที่อ่านง่ายและสนุกสนานที่สุด ส่วนเล่มอื่นๆนั้น อาจจะทำความเข้าใจยากไปหน่อย (แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาโอดครวญถ้าตั้งใจจะอ่าน) ฉันชอบคำว่า มนุษย์ที่ไม่สามารถจัดประเภทได้ เพราะฉันเองรู้สึกว่าตัวฉันคล้ายจะเป็นเช่นนั้น (แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ฉันจะเป็นโพสต์โมเดิร์นแมนหรอกนะ)

หากคุณยังไม่เคยอ่านข้อเขียนของไชยันต์ และเกิดความสนใจที่จะอ่านงานของเขา ฉันขอแนะนำว่าให้คุณเริ่มจากเล่มนี้ (ซึ่งอันที่จริง ฉันเห็นว่ามันน่าจะออกมาก่อนสามเล่มที่ออกมาก่อนหน้านี้) เพราะสามเล่มก่อนหน้าอาจจะทำให้คุณขยาดที่จะอ่านเล่มนี้ ทั้งๆที่เล่มนี้เป็นเล่มที่อ่านง่ายและสนุก

ไหนลองคิดแบบโพสต์โมเดิร์นแมนสิว่า เป็นความบกพร่องของสำนักพิมพ์ หรือเป็นความจงใจ ที่จะผลิตเรื่องอ่านง่ายออกมาในภายหลังเพื่อลดทอนความยากและเครียดของสามเล่มก่อนหน้า

ตรรกกูที่กลิ้งอยู่บนขอบของความไร้เหตุผล

logic

ฉันคิดอยู่นานหลายวันทีเดียว เกี่ยวกับการใช้เหตุและผลของคนทั่วๆไป
นั่นสืบเนื่องมาจากการได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อ The Logic of Life ของ Tim Harford
ทิม ฮาร์ฟอร์ดนั้นเป็นนักเศรษฐศาสตร์ (แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง นักเศรษฐศาสตร์ก็ต้องเขียนอะไรที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ แม้ว่าบนโลกนี้คงมีอยู่บ้างที่จะมีนักเศรษฐศาสตร์เขียนเรื่องสูตรลับการทำอาหาร)

พอได้ยินคำว่าเศรษฐศาสตร์ หลายคนมักจะเบ้ปากแล้วนึกถึงชุดตัวเลขเรียงพรืดกันมาเป็นทิวแถวยาวเหยียดจาก หิมาลัยจรดเทือกเขาอัลไตเลยก็ว่าได้ จากนั้นก็นึกภาพต่อมาถึงกลุ่มคนที่เขียน อ่านหรือสนใจเรื่องเศรษฐศาสตร์ว่าคงเป็นพวกเนิร์ดๆ แว่นหนาๆ หน้าตาจริงจัง

ก็อาจจะจริง แต่ ทิม ฮาร์ฟอร์ด คงถูกละเว้นจากข้อนั้น ตอนที่สร้างมนุษย์ผู้นี้ขึ้น พระเจ้าคงง่วงนอนจัด นักเศรษฐศาสตร์ตามตรรกะ(แบบสากล)ของเราเลยบิดเบี้ยวผิดรูปไป

ฮาร์ฟอร์ดเขียนเรื่องซับซ้อนได้สนุกสนานแทบเรียกได้ว่าเขาสร้างประตูพิเศษที่ย่นย่อระยะทางให้คนอ่านเปิดเข้าไปแล้วมองเศรษฐศาสตร์ได้อย่างเข้าใจและเริ่มเปลี่ยนทิศในการมองเรื่องนี้เสียใหม่

The Logic of Life เล่มนี้ คล้ายจะเป็นภาคต่อของ The Undercover Economist หนังสือเล่มแรกของเขา

หลายอาทิตย์ก่อน ฉันคิดถึงเรื่องการฆ่าตัวตายของผู้คนบนโลกนี้
บางครั้งฉันมองความตายแบบนั้นว่ามันไร้เหตุและผล แต่อันที่จริงแล้ว เราเองคงไปตัดสินไม่ได้ว่า ที่เขาทำเช่นนั้นเพราะเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือไม่มีทางเลือกอื่น ฉันคิดว่ามันมีมิติและอะไรซับซ้อนมากกว่าที่เราคิด มันอาจเป็นผลพวงจากการตัดสินใจบางอย่างและคงมีเหตุมีผลบางประการ

ความจริงมีหลายชุด ฉันเชื่อเช่นนั้น และในการตัดสินใจกระทำการบางอย่าง(ที่เราหลายๆคนมองว่ามันสิ้นคิด)เขาอาจกำลังหลงทางและสับสน ทำให้ไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่

ตรรกะของชีวิตหลายๆชุดมันซ่อนอยู่รอบๆตัวเรา แต่เราก็ไม่เคยสังเกตเห็นมัน เพราะเราไม่เคยคิดว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องมีเหตุมีผล เรื่องง่ายๆ ที่ฉันเพิ่งพบเจอมา เช่น ชีวิตและลมหายใจของคนในโลกไซเบอร์สเปซ ความขัดแย้งกันด้วยเรื่องขี้ผงเพราะอัตตาในตัวที่เริ่มดีดสูงขึ้น ฉันดี ฉันเจ๋ง ฉันแนวและเท่ มันก็เป็นเรื่องให้คนหมั่นไส้และชิงชัง น้อยอกน้อยใจกันได้ แค่คำพูดหรือวาจาบ้าๆบอๆ ที่บางทีก็ไม่น่าจะเอามาเป็นประเด็น

ครั้งหนึ่งเพื่อนของฉันบอกว่า คอนแทคของแกในมัลติไพลมีแต่พวกขี้เก๊ก (อันที่จริง ฉันมีคอนแทคน้อยมากๆ) และฉันก็เห็นด้วยอย่างแรงกับคำพูดนั้น 5 5 5 เพราะฉันเองเป็นพวกขี้เก๊ก ยโสโอหัง และไม่แคร์โลกแบบนี้หรอก ฉันพร้อมจะงี่เง่าใส่ทุกคน ถ้าอยากทำ

ในบางครั้งที่ฉันกระทำบางอย่างลงไป หลายๆคนมองว่า ฉันเป็นพวกกวนตีน แต่ฉันก็อยากจะแก้ตัวเพื่อปกป้องตัวเองบ้างว่า ฉันใช้หลักเศรษฐศาสตร์ในการตัดสินใจกระทำสิ่งนั้นๆ มันมีความมีเหตุมีผลในตัวของมัน แต่มันคงห่างไกลเกินกว่าจะอธิบายออกมาได้แบบตรรกะในชุดความจริงของคนอื่นๆ
ก็อย่างว่าละนะ สมองส่วน limbic มักทำงานหนักกว่า สมองส่วน cerebral cortex มันเลยทำให้พฤติกรรมมีเหตุมีผลของคนคนหนึ่งกลับเป็นความไร้เหตุไร้ผลของอีกหลายๆคน

ถ้ามองในเรื่องของการใช้ตรรกะและเหตุผลแล้ว คนทุกคนล้วนฉลาดและโง่เง่าเท่าเทียมกันในการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล ไม่ว่าจะเป็นพวกขี้เก๊ก ขี้อาย ฉลาดแกล้งโง่ หรือพวกโง่ดักดานแล้วทำเป็นฉลาดและยังแอบแถมขี้เลื่อย

ทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีถูกผิดหรือดีเลว แต่ขึ้นอยู่กับวาระและบริบทว่าเรายืนอยู่จุดไหน มืดหรือสว่าง สูงกว่าหรือต่ำกว่า สิ่งต่างๆที่เราแสดงออกมันย่อมสะท้อนให้เห็นว่าเราโง่หรือฉลาดมากน้อยเพียงไรในการเลือกใช้ทักษะวิธีหายใจอยู่บนโลกแบบนี้

บางครั้งฉันก็รักที่จะเป็นคนโง่ คอยยืนแหงนมองคอตั้งบ่าไปยังหอคอยซึ่งพวกฉลาดๆเขาฟาดฟันกันอยู่บนนั้น แล้วฉันก็ยืนหัวเราะขบขันได้โดยไม่ต้องมีเรื่องเหตุและผลเข้ามาวิ่งเล่นในหัวให้รกสมอง

+ + + + +

book-logic


The Logic of  Live

Tim Harford เขียน

สฤณี อาชวานันทกุล แปล

สำนักพิมพ์มติชน

ชั่วขณะเวลาหมุนทวน

เช้าวานฉันกระชากสายรุ้งที่สะท้อนพาดอยู่ระหว่างทางด่วน
กว่าจะดึงมันออกมาได้ทั้งหมด เล่นเอาเหงื่อตก
แถบเส้นทั้งเจ็ดของมันพันกันยุ่งเหยิง ฉันต้องค่อยๆจับมันแยกออกไม่ให้มันพันกันเป็นปม
ขนาดของมันยาวทีเดียว ฉันต้องค่อยๆขดม้วนมันไว้ คิดว่าไม่นานนี้คงถึงคราวจำเป็นต้องเอามันมาใช้

เนิบเนือยและเชื่องช้า เวลาหมุนผ่าน
นาฬิกาประจำตัวของฉันหยุดนิ่งชั่วครู่แล้วจู่ๆเข็มก็ดีดกลับเดินถอยหลังซะงั้น
อันที่จริงมันอยากจะเดินไปข้างหน้าให้เร็วกว่านี้ วิ่งแข่งกับตัวเองและโลก

ทว่าราวโลกคล้ายลูกข่างที่ถูกขว้างออกและสะบัดหลุดอย่างแรงจากปลายเส้นเชือกที่ขดแน่น
อาการดิ่งหมุนของมันแรงและเร็วขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีหยุด
นาฬิกาของฉันเลยเย้ยหยันโลกด้วยการเดินถอยหลัง
การกระทำเช่นนั้นของมันกวนประสาทฉันใช่ย่อย
ฉันเริ่มกลั่นแกล้งมัน ด้วยการเอานิ้วหัวแม่เท้ากดดักเข็มวินาทีไม่ให้ขยับเขยือนได้

ฉันนั่งมองเข็มวินาทีดิ้นขลุกขลักทรมานอย่างใจเย็น
จากนั้นอัมพฤตก็เริ่มกลืนกินเข็มยาวทีละนิด
การคืบคลานถอยหลังของมันหยุดชะงัก เข็มสั้นแน่นิ่งอยู่กับที่ ราวสนิมกินยากจะขยับ

นาฬิกาแน่นิ่งไปในที่สุด ฉันยกหัวแม่เท้าออก พินิจดูว่าเข็มยังกระดิกอยู่อีกหรือไม่
มันนิ่งเงียบราวกำลังหลับไหล
ชั่วขณะนั้นเอง ฉันรู้สึกคล้ายในหัวเต็มไปด้วยสัตว์ปีกแข็ง
รู้สึกจั๊กกะจี้ตรงร่องหยักสมองและคันนิดๆ
สัตว์ปีกแข็งพวกนั้นกำลังแทะกินสมองของฉันอยู่
พวกมันคงเอร็ดอร่อยกันน่าดู

แว่วเสียงขันลานนาฬิกาดังไกลๆมาจากทิศใดทิศหนึ่ง
ฉันรีบหลบซ่อนตัวและซุ่มดูอยู่ในความมืด
สิ้นเสียงขันลาน ร่างลึกลับค่อยๆปรากฏ
ลมหายใจของร่างนั้น ดังราวเข็มวินาทีกระดิก คลิก คลิก คลิก
ร่างลึกลับห้อยแขวนนาฬิกาเก่าคราคร่ำ ฉันเพ่งจ้องเวลาจากนาฬิกาเรือนนั้น
ทุด! มันเดินถอยหลัง!

ดวงตาของฉันพร่าเบลอชั่วขณะ จากนั้นภาพรางเลือนราวฟุตเตจอันแหว่งวิ่นก็ปรากฏเข้ามาแทน
มันฉายภาพเล่าเรื่องราวของร่างลึกลับเจ้าของลมหายใจดัง คลิก คลิก คลิก ผู้นั้น
เหตุการณ์ดำเนินย้อนหลังตามการหมุนทวนของเข็มนาฬิกา

ภาพหนึ่งตรึงตา ขณะเขาคลี่สายรุ้งที่ขดม้วนนั้นออกแล้วมัดเป็นห่วงบ่วง
เขาผูกปลายเชือกอีกข้างด้วยหินอุกาบาต
แล้วเหวี่ยงรุ้งขึ้นฟ้า หวังให้มันคล้องเกี่ยวเข้ากับวงแหวนซึ่งล่องหนของดาวพฤหัส
หินอุกาบาตหน่วงสายรุ้งยึดติดตรึงแน่นเข้ากับวงแหวน
เขาทดลองกระตุกชักเส้นรุ้งเพื่อหยั่งความแข็งแรงว่ามันเหนี่ยวทนขนาดไหน
โดยไม่รีรอ เขาจับบ่วงเข้าคล้องคอ และถีบกระโดดห้อยไกวตัวเองไปมาในอวกาศ

ภาพที่เห็นงดงามเหลือเชื่อ
ฉันตะลึงงันชมภาพนั้น พลางนิ่งคิดว่าเป็นเวลานานเท่าใดกันกว่าที่วิญญาณของเขาจะหลุดจากร่าง
อะตอมที่รวมเป็นตัวเขายังเกาะตัวกันอยู่เช่นนั้น ไม่ยอมแตกออก
ร่างผูกติดอยู่กับแถบสีทั้งเจ็ด ห้อยแขวนแกว่งไกวอยู่ในอวกาศ
วิญญาณของเขาอาจเดินทางไปไกลแล้ว
แต่เสียงลมหายใจ คลิก คลิก คลิก ยังแว่วดัง

กุมภาพันธ์

t-wpกุมภาพันธ์กำลังจะผ่านพ้น พายุฤดูร้อนยังไม่พัดมาถึง มันแค่เริ่มส่อเค้า
ฉันได้กลิ่นของมัน และสัมผัสได้

เมื่อใบไม้ใบหนึ่งปลิดขั้วลง มันอาจจะไม่ร่วงหล่นตกถึงพื้นในทันที
บางครั้งพายุก็พัดพามันไป เดินทางยาวไกลราวไม่สิ้นสุด

คล้ายมีลางบอกเหตุ

การคืบเคลื่อนไปข้างหน้า คุณเคยคิดถึงจุดหมายปลายทางไหม?
คงต้องคิดบ้างสิ
แต่ผู้คนโดยส่วนใหญ่มักจะถ่มถุยถ้อยคำที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายออกมาว่า
ปลายทางเป็นเรื่องของอนาคต
จริงละหรือ ที่ว่า ปลายทางเป็นเรื่องของอนาคต

การขับเคลื่อนไปในปัจจุบันมักกำหนดปลายทางอยู่แล้วโดยที่เราไม่อาจรู้ตัว

บางครั้งบางหน ปัจจุบันขณะก็เหวี่ยงเฉ ควบคุมบงการไม่ได้อย่างใจคิด
บางครั้งบางหน ฉันอยากหลุดหลงไปใช้เวลาในอนาคตให้ชีวิตในอดีตวิ่งตามไม่ทัน

ฤดูกาลกำลังเปลี่ยนผัน สิ่งที่พัดพามากับพายุ จะนำพาอะไรมาสู่บ้าง
ไม้ยืนต้นจวนเจียนจะล้มตายกำลังชั่งใจ หลังการปลิดขั้วลงของใบไม้ใบสุดท้าย
การผลิใบจะเริ่มใหม่ หรืออย่างไร

[I lost] control

ฉันพบว่าฉันป่วย และภูมิต้านทานก็อ่อนแอลง อาการทรุดพังของร่างกายไม่ฟื้นเสียที ฉันไม่ได้เกลียดการกินยา ฉันแค่เกียจคร้าน มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่ฉันแค่ไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว ควรจะกินยาหรือ?

ทุกเช้าฉันตื่นขึ้นมาพร้อมอาการไอ ฉันปล่อยให้ตัวเองไออยู่เช่นนั้น ราวเกือบครึ่งชั่วโมง ฉันฟังเสียงไอ มันโคตรทรมานและฉันก็ยังไม่ยอมกินยาเสียที วันต่อๆ มา ฉันไอและมีเสมหะ ฉันดีใจนิดๆ มันคงจวนจะจากฉันไปแล้ว ทว่าไม่หรอก มันยังคงสิงสู่อยู่ในลมหายใจ ในเลือด ในตัวฉัน

ร่างกายฉันมักอ่อนแอในตอนเช้า และมันก็จะปกติดีในตอนกลางวัน พอตกเย็นฉันก็เริ่มไอและเสียงก็ค่อยๆ แหบลง ฉันรู้ดีว่าการนอนตากแอร์ในตอนกลางคืนมันไม่ดี แต่อากาศก็ยอดแย่บรรลัย มันอ้าวและทำให้ตัวเหนียวหนืด เครื่องปรับอากาศมันไม่ช่วยปรับให้อาการของฉันดีขึ้น แม้ฉันจะซุกตัวในถุงนอน ห่มผ้าทับอีกชั้น ทว่าเช้ามาฉันก็ยังคงไอ

พี่ชายของฉันถามว่า -  ทำไมอาการของเธอถึงเรื้อรังไม่หายเสียที (ทุกคนเข้าใจว่าฉันกินยา)

ฉันแค่ตอบกลับไปว่า -  อาการของฉันมักจะแย่แค่ตอนเช้าเมื่อตื่นมาใหม่ๆ เท่านั้น

พี่ของฉันบอกว่า -  มันมีวิธีแก้ คือ อย่าตื่นอีก

ฉันเลยบอกว่า – งั้นฉันไม่นอนเสียเลยดีกว่า

ฉันชอบชั่วขณะที่ฉันไอจนตัวโยน ไอจนต้องอาเจียนออกมาเป็นอากาศ

คืนที่ผ่านมา อาการเจ็บคอทุเลาลงแล้ว แต่ก็แทบไม่มีเสียง ฉันรู้สึกรกในสมอง ความกังวลใจในการงานที่จะต้องสะสางและอะไรหลายๆอย่างที่รออยู่ข้างหน้า ฉันนอนไม่หลับ ไม่นึกสนุกที่จะทำห่าอะไรสักอย่าง

สุดท้ายฉันก็หยิบ DVD แผ่นหนึ่งที่เพื่อนให้มานานโกฐปีขึ้นมา ฉันเปิดมัน และทำให้ต้องดูหนังเรื่องนี้ถึงสองรอบ ฉันไม่ได้ปลื้มมันหรอก ฉันไม่ได้รักมันหนักหนา มันแค่เกิดความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ขึ้น

ในครั้งแรกของการดู ฉันได้ยินเฉพาะเสียงประกอบที่ดังขึ้นเบาๆและเป็นระยะๆ เช่น เสียงรถ เสียงเปิด-ปิดของประตู เสียงซาวนด์แทรค ทว่าฉันไม่ได้ยินเสียงไดอะล็อกตอบโต้กันเลย ฉันอาศัยการอ่านคำบรรยายเอา และฉันก็นั่งดูมันเช่นนั้นไปค่อนเรื่อง ถึงเพิ่งรู้สติว่า ลำโพงคงพังไปสองตัว แจ๊คต่อเชื่อมคงจะหลุด แต่ฉันก็ไม่ได้จัดการแก้ไข…เหมือนการกินยา ฉันขี้เกียจจัดการกะมัน ฉันเลยดูไปยังงั้นกระทั่งมันจบ แล้วฉันก็งีบหลับไป

ฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเวลาไม่นาน จัดการกับเครื่องเล่น DVD เรียบร้อยและกำลังจะใส่แผ่นใหม่ที่ได้เลือกไว้เข้าไปในเครื่อง แต่สุดท้าย ฉันก็หยิบแผ่นเดิมที่ดูไปแล้ว(แบบไม่มีเสียง)เมื่อสามสี่ชั่วโมงก่อน การดูครั้งที่สอง มันออกจะทำให้ฉันรู้สึกหม่นหมอง การได้ยินเส้นเสียงที่เปล่งออกมาในหนัง น้ำเสียงของผู้พูดทำให้เรารู้จังหวะอารมณ์ของการแสดงออก บางครั้งแค่สีหน้าหรือท่าทางที่เราเห็นมันก็อาจช่วยได้แค่เล็กน้อย ในการที่เราจะเข้าถึงสภาวะจิตใจของคนคนนั้น

การอ่านเฉพาะคำบรรยายขณะดูหนัง แต่ไม่ได้ฟังเสียง มันแค่ช่วยให้เรารับรู้เหตุการณ์และความเป็นไป แต่ไม่ช่วยให้เรารู้อารมณ์และสภาวะภายในบางอย่างที่อาจซุกซ่อนอยู่ได้ทั้งหมด

ฉันไม่รู้จัก Ian Curtis หรอก แต่ Joy Division นั้นฉันพอรู้อยู่บ้างว่าเป็นวงดนตรีที่มีชื่อในช่วงปี 1976-1980 แต่ฉันก็ไม่ได้ฟังเพลงของพวกเขาบ่อยนัก การได้ดูหนังเรื่องนี้ทำให้ได้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับนักร้องนำของ Joy Division และภาพของ Ian Curtis ที่ฉันเห็นในหนังทำให้ต้องกลับมาฟัง Joy Division อย่างตั้งใจ

ไม่รู้สิ ฉันแค่รู้สึกว่าการได้ดูหนังเรื่องนี้มันทำให้ฉันเข้าใจดนตรีของพวกเขาขึ้นมาอีกสเต็ปหนึ่ง มันทำให้ฉันใส่ใจในเนื้อร้องของพวกเขามากขึ้น เหตุมันอาจจะมาจากฉากหนึ่งในหนัง ขณะที่ Ian กำลังจ้องมองภาพผีเสื้อตัวหนึ่งบนผนังกระจก แล้วเขาก็เริ่มร่าย My Heart Leaps Up When I Behold ของ William Wordsworth

ian-wp-u

ในการดูครั้งแรก โดยไม่ต้องได้ยินเสียง ภาพที่เห็น ก็ทำให้ฉันรู้สึกหม่นหมองพิลึก

ในการดูครั้งที่สอง ฉันก็พบว่าการได้ยินเสียงด้วยมันดีอย่างนี้เอง ฉันแค่รู้สึกว่า เขากำลังร่ายบทกวีให้ผีเสื้อตัวนั้น – ผีเสื้อที่ไม่มีชีวิต

หลังการดูครั้งที่สอง ฉันก็นอนหลับได้เสียที เช้านี้ฉันตื่นขึ้นมา พบว่ายังคงไอเหมือนหลายวันก่อน และคอของฉันคงจะเริ่มอักเสบแล้ว เพราะมันมีเลือดปนออกมากับเสมหะด้วย

อ้อ หนังที่ฉันดูเมื่อคืนชื่อ Control

wp-c-u1