
ฉันคิดอยู่นานหลายวันทีเดียว เกี่ยวกับการใช้เหตุและผลของคนทั่วๆไป
นั่นสืบเนื่องมาจากการได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อ The Logic of Life ของ Tim Harford
ทิม ฮาร์ฟอร์ดนั้นเป็นนักเศรษฐศาสตร์ (แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง นักเศรษฐศาสตร์ก็ต้องเขียนอะไรที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ แม้ว่าบนโลกนี้คงมีอยู่บ้างที่จะมีนักเศรษฐศาสตร์เขียนเรื่องสูตรลับการทำอาหาร)
พอได้ยินคำว่าเศรษฐศาสตร์ หลายคนมักจะเบ้ปากแล้วนึกถึงชุดตัวเลขเรียงพรืดกันมาเป็นทิวแถวยาวเหยียดจาก หิมาลัยจรดเทือกเขาอัลไตเลยก็ว่าได้ จากนั้นก็นึกภาพต่อมาถึงกลุ่มคนที่เขียน อ่านหรือสนใจเรื่องเศรษฐศาสตร์ว่าคงเป็นพวกเนิร์ดๆ แว่นหนาๆ หน้าตาจริงจัง
ก็อาจจะจริง แต่ ทิม ฮาร์ฟอร์ด คงถูกละเว้นจากข้อนั้น ตอนที่สร้างมนุษย์ผู้นี้ขึ้น พระเจ้าคงง่วงนอนจัด นักเศรษฐศาสตร์ตามตรรกะ(แบบสากล)ของเราเลยบิดเบี้ยวผิดรูปไป
ฮาร์ฟอร์ดเขียนเรื่องซับซ้อนได้สนุกสนานแทบเรียกได้ว่าเขาสร้างประตูพิเศษที่ย่นย่อระยะทางให้คนอ่านเปิดเข้าไปแล้วมองเศรษฐศาสตร์ได้อย่างเข้าใจและเริ่มเปลี่ยนทิศในการมองเรื่องนี้เสียใหม่
The Logic of Life เล่มนี้ คล้ายจะเป็นภาคต่อของ The Undercover Economist หนังสือเล่มแรกของเขา
หลายอาทิตย์ก่อน ฉันคิดถึงเรื่องการฆ่าตัวตายของผู้คนบนโลกนี้
บางครั้งฉันมองความตายแบบนั้นว่ามันไร้เหตุและผล แต่อันที่จริงแล้ว เราเองคงไปตัดสินไม่ได้ว่า ที่เขาทำเช่นนั้นเพราะเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือไม่มีทางเลือกอื่น ฉันคิดว่ามันมีมิติและอะไรซับซ้อนมากกว่าที่เราคิด มันอาจเป็นผลพวงจากการตัดสินใจบางอย่างและคงมีเหตุมีผลบางประการ
ความจริงมีหลายชุด ฉันเชื่อเช่นนั้น และในการตัดสินใจกระทำการบางอย่าง(ที่เราหลายๆคนมองว่ามันสิ้นคิด)เขาอาจกำลังหลงทางและสับสน ทำให้ไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่
ตรรกะของชีวิตหลายๆชุดมันซ่อนอยู่รอบๆตัวเรา แต่เราก็ไม่เคยสังเกตเห็นมัน เพราะเราไม่เคยคิดว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องมีเหตุมีผล เรื่องง่ายๆ ที่ฉันเพิ่งพบเจอมา เช่น ชีวิตและลมหายใจของคนในโลกไซเบอร์สเปซ ความขัดแย้งกันด้วยเรื่องขี้ผงเพราะอัตตาในตัวที่เริ่มดีดสูงขึ้น ฉันดี ฉันเจ๋ง ฉันแนวและเท่ มันก็เป็นเรื่องให้คนหมั่นไส้และชิงชัง น้อยอกน้อยใจกันได้ แค่คำพูดหรือวาจาบ้าๆบอๆ ที่บางทีก็ไม่น่าจะเอามาเป็นประเด็น
ครั้งหนึ่งเพื่อนของฉันบอกว่า คอนแทคของแกในมัลติไพลมีแต่พวกขี้เก๊ก (อันที่จริง ฉันมีคอนแทคน้อยมากๆ) และฉันก็เห็นด้วยอย่างแรงกับคำพูดนั้น 5 5 5 เพราะฉันเองเป็นพวกขี้เก๊ก ยโสโอหัง และไม่แคร์โลกแบบนี้หรอก ฉันพร้อมจะงี่เง่าใส่ทุกคน ถ้าอยากทำ
ในบางครั้งที่ฉันกระทำบางอย่างลงไป หลายๆคนมองว่า ฉันเป็นพวกกวนตีน แต่ฉันก็อยากจะแก้ตัวเพื่อปกป้องตัวเองบ้างว่า ฉันใช้หลักเศรษฐศาสตร์ในการตัดสินใจกระทำสิ่งนั้นๆ มันมีความมีเหตุมีผลในตัวของมัน แต่มันคงห่างไกลเกินกว่าจะอธิบายออกมาได้แบบตรรกะในชุดความจริงของคนอื่นๆ
ก็อย่างว่าละนะ สมองส่วน limbic มักทำงานหนักกว่า สมองส่วน cerebral cortex มันเลยทำให้พฤติกรรมมีเหตุมีผลของคนคนหนึ่งกลับเป็นความไร้เหตุไร้ผลของอีกหลายๆคน
ถ้ามองในเรื่องของการใช้ตรรกะและเหตุผลแล้ว คนทุกคนล้วนฉลาดและโง่เง่าเท่าเทียมกันในการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล ไม่ว่าจะเป็นพวกขี้เก๊ก ขี้อาย ฉลาดแกล้งโง่ หรือพวกโง่ดักดานแล้วทำเป็นฉลาดและยังแอบแถมขี้เลื่อย
ทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีถูกผิดหรือดีเลว แต่ขึ้นอยู่กับวาระและบริบทว่าเรายืนอยู่จุดไหน มืดหรือสว่าง สูงกว่าหรือต่ำกว่า สิ่งต่างๆที่เราแสดงออกมันย่อมสะท้อนให้เห็นว่าเราโง่หรือฉลาดมากน้อยเพียงไรในการเลือกใช้ทักษะวิธีหายใจอยู่บนโลกแบบนี้
บางครั้งฉันก็รักที่จะเป็นคนโง่ คอยยืนแหงนมองคอตั้งบ่าไปยังหอคอยซึ่งพวกฉลาดๆเขาฟาดฟันกันอยู่บนนั้น แล้วฉันก็ยืนหัวเราะขบขันได้โดยไม่ต้องมีเรื่องเหตุและผลเข้ามาวิ่งเล่นในหัวให้รกสมอง
+ + + + +

The Logic of Live
Tim Harford เขียน
สฤณี อาชวานันทกุล แปล
สำนักพิมพ์มติชน



