ฟังเพลงคั่นเวลา

the-law-of-the-playground

The Boy Least Likely To | The Law Of The Playground

หลังจาก The best party ever ชุดแรกที่ออกในปี 2005 ก็แทบไม่มีวี่แววเลยว่าจะได้ฟังชุดใหม่ของวงนี้อีก แต่จนแล้วจนรอด ก็มีชุดสอง ซึ่งอัลบั้มนี้ใช้ระยะเวลาในการเดินทางยาวนานมาก เขาเริ่มทำเพลงชุดนี้กันตั้งแต่ กันยายน 2006 แต่กว่า I box up all the butterflies ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลแรกจะถูกปล่อยให้ฟังกันใน myspace ก็ล่วงเลยมากระทั่ง ต้นปี 2008 และกว่า The law of the playground จะคลอดก็ล่วงเลยกำหนดเวลาไปนานมาก ปาเข้า มีนาคม 2009 กว่าจะได้ฟังเต็มอัลบั้ม

ชุดนี้ทั้งสองยังคงมองโลกสดใสเหมือนเดิม

+ + + + +

my_maudlin_career

Camera Obscura | My Maudlin Career

ถือว่าวงนี้เป็นวงที่เก่ามาก เริ่มทำดนตรีกันตั้งแต่ปี 1996 แต่กว่าจะบันทึกเสียงออกแผ่นขายก็ปาเข้าไปปี 2001 เป็นการรอคอยและฟักตัวที่ยาวนาน ฉันชอบเสียงของ Kenny McKeeve ไม่มีเอกลักษณ์อะไรพิเศษในเสียงของเธอ แต่ฉันแค่รู้สึกว่าเสียงของเธอก็เหมาะและเข้ากับจังหวะดนตรีดี วงนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นมากหรอก ฟังแก้เบื่อได้ เดี๋ยวนี้วงดนตรีและคนทำเพลง เกิด ผุด และตายไวยังกะเห็ดรา แต่วงนี้ก็เจ๋งจริงๆ ที่อยู่มาได้นานขนาดนี้

+ + + + +

conor_oberst1

Conor Oberst | Conor Oberst

ถ้าเคยฟัง Bright Eyes คุณอาจจะคุ้นเคยกับน้ำเสียงของ Conor Oberst แต่หากคุณเคยเป็นแฟน Bright Eyes ฉันก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว ท่วงทำนองแบบนี้ถูกเรียกว่าโฟลค์ ร็อค แต่อย่าไปจัดหมวดเลย เอาแค่คนร้องหน้าตาหล่อเหลาและร้องเพลงฟังได้ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ กับการที่จะหาเพลงอะไรมากระแทกใส่รูหู และฉันแค่จะบอกว่า ฉันฟังอัลบั้มเพราะชอบปกซีดี ไม่ได้ทึ่งหรือปลาบปลื้มว่าเพลงมีความฉลาดหรือมีเสน่ห์ล้นเหลือ (บางทีฉันรู้สึกว่า น้ำเสียงของ Conor Oberst ฟังดูดัดจริตเกินไป แต่ฉันก็ชอบนะ)

+ + + + +

hazards-of-love

The decemberists | The hazards of love

เป็นวงที่หาเพลงดูดตามซอกหลืบในเว็บเถื่อนได้ยากมาก ฉันได้ยินแต่เสียงบอกเล่าว่าปกซีดีของวงนี้เป็นปกที่จัดว่าสวยทุกอัลบั้ม แต่เอาเหอะ ปกจะสวยยังไง เพลงก็มีไว้ฟัง เพราะเราไม่สามารถมองเห็นคลื่นเสียงได้ นอกจากเราจะได้ยินมัน ฉันเจอ prelude แทรคแรกของชุดนี้ก็ทำเอาอึ้งแดกไปพักหนึ่ง เพราะเสียงที่ได้ยินทำให้ฉันไม่รู้ว่าเครื่องเล่น mp3 ของฉันตายสนิท หรือเพราะตัวเองหูหนวก ความยาวแทรคประมาณสามนาทีเศษ แต่พวกพี่เค้าทำคลื่นเสียงดังอื้ออึงไปตั้งนาทีสามสิบห้าวิ แปลกดี ไม่รู้จะเล่นกันยังไงแล้วมั้งนะ

ฉันชอบชื่ออัลบั้มนี้ เพราะฉันชอบคำว่าความสุมเสี่ยง ความไม่เที่ยง และเอาแน่ไม่ได้ ไม่ใช่เฉพาะกับความรัก หากแต่สำหรับทุกสิ่งที่รายล้อมรอบๆตัวเรา

อัลบั้มนี้ได้รับอิทธิพลและแรงบัลดาลใจจาก Anne Briggs นักร้องเพลงโฟลค์อังกฤษซึ่งมีชื่อในช่วงปี 1960

Anne Briggs นั้นมีอิทธิพลกับนักร้องและวงดนตรียุคนี้หลายๆวง The decemberistsเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ชื่ออัลบั้มนี้ก็เป็นชื่อเดียวกับ EP ในปี 1996 ของ Anne Briggs เพลงชุดนี้มีเรื่องราวในตัวของมัน ทั้งอัลบั้มเล่าเรื่องของหญิงที่ชื่อ Margaret สำหรับฉันมันฟังดูเป็นโศกนาฏกรรมยังไงไม่รู้ ฉันจะไม่เล่าว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร อยากรู้ก็ไปหาฟังเอาเองสิ

ฉันชอบแทรคสุดท้าย The Hazards of Love 4 (The Drowned)

+ + + + +

front-cover

Gravenhurst | Black Holes in the Sand

อืมม..จะอธิบายยังไงดีละ เพลงก็ดี ฟังได้ไม่เบื่อ ฉันคิดว่า Black Holes in the Sand นั้นเหมือนกำลังนั่งฟังคนบ่นพึมพำอะไรบางอย่างให้ฟัง แม้ว่าดนตรีช่วงสามนาทีหลังจะฟังดูน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เลวร้ายนักหรอก

ชุดนี้เป็น EP 6 แทรค

+ + + + +

front

I Can Make A Mess Like Nobody’s Business | I Can Make A Mess Like Nobody’s Business

ครั้งที่ฉันพบดนตรีชุดนี้ ฉันชอบ track แรกในทันที และฟังต่อไปเรื่อยๆ จึงได้ค้นอ่านความเป็นมาคราวๆ ตามกำลังความสามารถ

I Can Make A Mess Like Nobody’s Business นั้นเป็นโปรเจ็กต์ของ Arthur Enders [Ace] นักร้องนำวง The early November ฉันจะไม่เอ่ยกล่าวอะไรมากมายเกี่ยวกับวงนี้ เพราะฉันองก็เพิ่งเคยได้ยินชื่อ สิ่งที่ฉันประทับใจก็คือ Ace Enders นั้นเป็นคนเขียนเพลงที่อ่านหนังสือ อันที่จริงมันคงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับอเมริกา ที่คนทำเพลงจะเป็นนักอ่าน

มีข้อมูลจากบางแหล่งบอกว่าเพลงในชุดนี้ โดยส่วนใหญ่ได้รับแรงบัลดาลใจมาจากการอ่าน เช่น Track 4 Timshel ได้มาจากการอ่าน East of Eden ของ Steinbeck แทรค 6 และ 7 ได้มาจากการอ่าน Metamorphoses ของกวี Ovid

โดยหูของฉัน ฉันรู้สึกว่า ถ้าเขาโตขึ้น และหากเขายังคงเขียนเพลงและทำดนตรี ก็คงจะดีไม่น้อย ส่วนตอนนี้นั้น ฉันรู้สึกว่า เขายังมองโลกแบบเด็กหนุ่ม น้ำเสียงที่เขาเปล่งออก สิ่งที่เขาเขียนออกมา ยังอยู่ในช่วงต้นฤดูกาลของชีวิต รอวันผลัดใบอีกหลายรอบชั่วอายุ

+ + + + +

cover

Lykke Li | Youth Novels

เสียงของเธอสดใส แต่ดนตรีกลับหม่นลึก แม้จะมีจังหวะคึกคักในดนตรี ฉันฟังเสียงของเธอแล้วนึกฝันถึงตุ๊กตาหน้าแบ๊วๆ สวยหลอน ไม่ใช่ตุ๊กตา Blythe นั่นหรอกนะ ฉันว่าเธอน่ารักกว่านั้น Li เป็นสาวน้อยชาวสวีเดน ฉันจึงชอบสำเนียงและท่วงทำนองที่เธอเปล่งร้องออกมา มันฟังดูเหน็บหนาวเหมือนบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ

ฉันชอบ Time Flies เสียงของเธอดังราวกับจะขาดห้วง

+ + + + +

cover-years-of-refusal

Morrissey | Years of Refusal

ฉันชอบ Morrissey เพราะฉันรัก The Smiths ชุดนี้คุณเค้าไม่เล่นไวโอลินลุ่มลึกเหมือนชุดที่แล้ว แต่เขาทำตัวราวคนหนุ่ม (ดูจากปกซีดี เหมือนน้าแกไปฟิตหุ่นมาหรือไงกันนะ) ฟังๆไป นึกถึงดนตรียุคปลายเจ็ดศูนย์แบบ Joy Division แต่ก็ชอบนะ ปกติฉันเกลียดเสียงกลองที่ลงหนักแน่น แต่สำหรับชุดนี้ของ Morrissey ถือเป็นข้อยกเว้น และฉันชอบเนื้อเพลง เช่นเคย เพลงของเขาถนัดถากถาง ชำนาญเสียดเย้ย อ่านแล้วมันรู้สึก ความเจ็บปวดรวดร้าว ความหม่นหมอง ความปรารถนา และอะไรๆอื่นๆที่มนุษย์มนาเขาเป็นและมีกันตามธรรมชาติธรรมดา

+ + + + +

music-tape

The Music Tapes | 1st Imaginary Symphony for Nomad

คุณเคยฟังเสียงเลื่อยหอนไหม มันโหยหวนไม่หยอกเลยละ ดนตรีของวงนี้สร้างเสียงจากเลื่อย เลื่อยสำหรับเลื่อยไม้นั่นละ มันสามารถสร้างเป็นเสียงดนตรีได้หลอนโคตร ฉันไม่รู้จะแนะนำว่าไง แนะให้ฟังเสียงเลื่อย และเสียงผู้คนบ่น เสียงร้องอันน่ารำคาญยังกะคนเมา แต่เอาเถอะ ลองฟังอะไรเพี้ยนๆดูบ้างสิ

+ + + + +

noahandthewhale

Noah and the Whale | Peaceful, the World Lays Me Down

ฉันฟังอัลบั้มนี้เพราะชื่อแทรคบางแทรค เช่น 2 Aatoms in a Molecule มันเป็นโฟลค์ คุณรู้จักเพลงโฟลค์นี่ มันคือท่วงทำนองของการมองโลกในแง่ดี บอกเล่าด้วยน้ำเสียงซื่อตรงและเป็นมิตร เครื่องดนตรีนะรึ คุณก็รู้ว่ามันต้องมีเสียงเมาท์ออร์แกน เสียงไวโอลิน เสียงเกากีตาร์โปร่ง ทั้งหลายเหล่านี้ มันอยู่ในเพลงของ Noah and the Whale ฟังสิ แล้วคุณจะไม่กังวลหรอกว่า ถ้าวันที่น้ำท่วมโลกมาถึง แล้วเราจะทำไงกะชีวิตที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลยของเรากันดี

+ + + + +

folder

Peter Bjorn and John | Living Thing

เป็นวงของ ปีเตอร์ บียอร์น และ จอห์น เหอะ เด็กสวีเดนมันตั้งชื่อวงดนตรีกันแบบนี้เอง เรียบง่าย ไม่มีแบบแผน ไม่ต้องการขนบ ดนตรีแบบนี้ ถ้าเป็นประเทศไทยเค้าเรียกว่าวงเด็กแนว ออกมาแล้วสี่ชุด อัลบั้มนี้เป็นชุดที่ 5 ชุดนี้ ฉันชอบสามแทรคสุดท้าย โดยเฉพาะ Blue Period Picasso

+ + + + +

shehim4_

She & Him | Volume One

อืมม..มันไพเราะเชียวละ ฟังสบาย ทั้งนั่ง นอน จะตีลังกาฟังก็ยังได้
อัลบั้มนี้ไม่ใหม่นัก ออกเมื่อต้นปี 2008 แต่เพิ่งได้ตั้งอกตั้งใจฟังก็เมื่อไม่นานมานี้
ศิลปิน ตั้งชื่อว่า She & Him

She น่าจะหมายถึงตัว vocal คือ Zooey Deschanel ส่วน Him ก็คงจะหมายถึง Matt Ward คนทำดนตรีและโปรดักต์ให้อัลบั้มนี้
ฟังๆ ไป ฉันรู้สึกว่าชุดนี้ช่างมีกลิ่นคุ้นเคยอันหลากหลายรวมเข้าไว้ด้วยกัน บางครั้งก็นึกถึง Norah Jones บางห้วงก็ไพล่คิดไปถึงอารมณ์หนุกหนานเพี้ยนๆ แบบ Feist และบางทีก็นึกถึง Regina Spektor พอฟังไปๆ ก็แอบรู้สึกว่าในบางเพลง มีบางอารมณ์ที่ถอดออกมาจาก Billie Holiday
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่ว่ามาเป็นแค่ความรู้สึก

+ + + + +

folder-sad-robot

Stars | Sad Robots EP

ชุดนี้ออกเป็น EP 6 track เสียงของ Amy Millan นั่นฟังดูหงอยเหงา และดนตรีก็ส่งเสียงราวกับอยู่ในห้องทดลอง
ฉันคิดว่า Robot ไร้ความรู้สึก แต่เสียงเดียวดายในชุดนี้ ทำให้จินตนาการถึง...
ฉันน่าจะเขียนเรื่องหุ่นยนต์มีหัวใจ (แม้ว่าจะมีคนเขียนออกมาแล้วเป็นร้อยพันชิ้น)
หุ่นยนต์ชิ้นนี้ เป็นหญิงสาว เธอร้องเพลงเพราะ และเศร้าสร้อย
il pleut, il pleut,
Je pleure, je pleure, 

J'ai peur que mon temps soit expiree,
J'espere que vous viendrez me secher
J'espere que vous pouvez me reperer
J'ai peur que je vais roullier ce soir
Mon coeur,
Changera de l'acier a la poussiere

+ + + + +

yeah-yeah-yeahs-its-blitz-2009

Yeah Yeah Yeahs | It’s Blitz!

เมื่อปี 2006 มีใครคนหนึ่งเอาอัลบั้ม Show your bones ของวงนี้ให้ฉันฟัง อืมม ก็ไม่ได้ติดอกชอบใจกับเพลงมากมายนัก และสำหรับ It’s Blitz! เองฉันก็ไม่ได้ชอบ และไม่ได้ประทับใจดนตรี หรือกระทั่งนักร้องหรือคนทำดนตรีก็ไม่ ฉันแค่ชอบปกซีดี บีบไข่ให้แตกคามือได้ยังไงกันฟระ

ฉันแค่เหวี่ยงแหออกไป แล้วเพลงชุดนี้ก็ติดมากับแห จะไม่ฟังก็กระไรอยู่

อันที่จริงแล้ว ฉันก็ชอบท่วงทำนองในบางเพลงอยู่เหมือนกัน มันทำให้โยกย้ายส่ายศีรษะไปกับจังหวะได้ ไม่ต้องไปฟังให้เข้าใจ ไม่ต้องแปลว่า she ร้องบ่นอะไรออกมา แค่โยกๆ ไปตามเสียงเพลง ก็น่าจะพอแล้ว

ฤดูกาลแห่งการอ่าน

ใกล้งานสัปดาห์หนังสืออีกแล้ว แต่ฉันคิดว่า คราวนี้ คงไม่ได้ซื้อหนังสือหรอก เพราะที่มีอยู่และที่ได้มาก็ยังอ่านไม่หวาดไม่ไหว ฉันสังเกตว่า เดี๋ยวนี้ หนังสือเล่มหนาขึ้น และสิ่งที่ฉันสนใจอ่านก็หนักขึ้น ก็ดูหนังสือที่ฉันหยิบขึ้นมาอ่านเหล่านี้สิ

* * * * *

power1

ผู้นำ อำนาจ ประวัติศาสตร์ และการเมืองใหม่

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา | สำนักพิมพ์ openbooks

ข้อเขียนว่าด้วยเรื่องอำนาจและบริบททางประวัติศาสตร์และการเมืองของเหล่าผู้นำคนสำคัญของโลกในช่วงรอยต่อระหว่างปลายศตวรรษที่ 20 ต้นศตวรรษที่ 21 โดยผู้เขียนได้เล่าชีวประวัติย่อๆ ของผู้นำสำคัญๆของโลกยุคใหม่ อาทิ โทนี่ แบลร์ – อดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ วลาดิมีร์ ปูติน – อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นิโคลาร์ ซาร์โกซี – ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส แบร์ลุสโคนี – (เทียบเท่าตำแหน่ง) นายกรัฐมนตรีของอิตาลี หู จิ่น เทา – ประธานาธิบดีจีน บารัค โอบามา – ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ฯลฯ

เนื้อหาในเล่มบอกเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดและเป็นไป ตามความเปลี่ยนแปลงของโลก การตัดสินใจกระทำการต่างๆของเหล่าผู้นำ สะท้อนให้เห็นว่าบางบริบทในประวัติศาสตร์ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเปลี่ยนผันต่อโลกปัจจุบัน

ข้อเขียนในเล่ม เคยตีพิมพ์ครั้งแรกใรนิตยสาร ฅ.คน ในคอลัมน์ ฅ.คนข้างฝา

* * * * *

utopiaUtopia

เซอร์ โธมัส มอร์ เขียน | สมบัติ จันทรวงศ์ แปล

สำนักพิมพ์สมมติ

ยูโทเปีย ฉันได้ยินคำคำนี้มานานมากแล้ว ทุกครั้งที่ฉันนึกถึงยูโทเปีย ฉันมักจะคิดถึงประโยคหนึ่งที่ว่า ..กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว..นั่นเพราะฉันรู้สึกว่า ยูโทเปียนั้นเป็นเทพนิยาย และฉันก็คิดเอาแบบคนเขลาว่ามันมีอยู่จริงแค่ในนิทาน การได้เริ่มอ่านงานชิ้นนี้ของ โธมัส มอร์ แค่เพียงไม่กี่ย่อหน้า ความคิดความเข้าใจแต่เดิมเปลี่ยนไปในทันที

(อ้อ..อะไรๆก็ดีหรอกนะ สำหรับ สนพ.สมมติ ไม่ว่างานที่เขาเลือกมาพิมพ์ รูปเล่มสวยคลาสสิค แต่อิชั้นเห็นว่าคำนำ สนพ.นั้นน่าจะเขียนให้ย่อยง่ายและเป็นมิตรกับผู้อ่านความรู้น้อยเสียหน่อยก็ดี อย่าลืมว่าในประเทศนี้ไม่ได้มีแต่เฉพาะคนที่ฉลาดเท่าเทียมกันกับพวกคุณ คิดเสียว่าคุณกำลังทำหนังสือให้สาวโรงงานอ่านจะได้ไหม สาวโรงงานก็มีสิทธิที่จะอ่านวรรณกรรมไม่ใช่หรือ)

* * * * *

timeA matter of Time : เรื่องของเวลา

ดร.ปิยบุตร บุรีคำ แปล | สำนัพกพิมพ์มติชน

เรื่องของเวลาในหลากหลายแง่มุมให้ค้นหา หากคุณอยากรู้ว่าปัจจุบันคืออะไร ต่อจากนั้นเมื่อคุณจับต้องและสัมผัสได้ มันก็กลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว จากปัจจุบันสู่อนาคตเปลี่ยนผันเปลี่ยนผ่านกลายเป็นอดีต

ถ้านักฟิสิกส์ตามหาเวลาไม่เจอ แล้วนักปรัชญาล่ะ จะช่วยหาได้ไหม และจริงๆแล้ว เวลามีอยู่จริงหรือไม่

เล่มนี้อาจจะอ่านยากไปหน่อย แต่สนุกมาก

* * * * *

feynmanSurely you’re joking Mr.Feynman

ราล์ฟ เลห์ตัน เรียบเรียง | นรา สุภัคโรจน์ แปล

สำนักพิมพ์มติชน

หนังสือที่เล่าถึงชีวประวัติของ ริชาร์ด ฟายน์แมน อีกหนึ่งนักฟิสิกส์คนสำคัญของโลก ฟายน์แมนนั้นฉลาดเฉลียวในการอำและมีอารมณ์ขัน ฉันคิดว่าฟายน์แมนเป็นบุคคลหนึ่งที่เราควรจะได้รับรู้และได้อ่านชีวประวัติของเขา หาใช่เพราะเขาเป็นอัจฉริยะแห่งโลกฟิสิกส์ หากแต่เขาเป็นแค่ชายธรรมดาๆคนหนึ่งที่เรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวเขานั้นทำให้เรามีความสุข

* * * * *


last-lecture1วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน เล่ม 2

สฤณี อาชวานันกุล แปล | สำนักพิมพ์ openbooks

รวมสุนทรพจน์ในวันจบการศึกษา จากสิบบุคคล..ที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในชีวิต
-ก็แหงสิ ใครจะเชิญบุคคลผู้ล้มเหลวในชีวิตขึ้นกล่าวปาฐกถาให้บัณฑิตจบใหม่ฟังละ-

เล่มนี้เป็นเล่มที่สองแล้ว กับการนำปาฐกถาวันจบการศึกษาของบุคคลชั้นนำ มาแปลและรวบรวมพิมพ์ออกเป็นเล่ม เล่มที่สองนี้ มีใครบ้าง จะร่ายรายชื่อให้ฟัง

J.K. Rowling – แม่แท้ๆ ของ แฮรี่ พอร์เตอร์
“ประโยชน์ทางอ้อมของความล้มเหลว และความสำคัญของจินตนาการ”
คนจำนวนมากไม่อยากใช้จินตนาการของพวกเขาเลยเสียด้วยซ้ำ พวกเขาเลือกที่จะอยู่อย่างสุขสบายภายในพรมแดนของประสบการณ์ส่วนตัว ไม่เคยกวนใจตัวเองให้สงสัยว่า ชีวิตจะเป็นอย่างไรถ้าเกิดมาเป็นคนอื่น พวกเขาสามารถปฏิเสธที่จะได้ยินเสียงร้องโหยหวนหรือจ้องมองเข้าไปในกรงขัง พวกเขาสามารถปิดสมองและใจให้ไม่ต้องรับรู้ถึงความทุกข์ทรมานใดๆ ก็ตามที่ไม่ได้กระทบพวกเขาโดยตรง พวกเขาสามารถปฏิเสธที่จะรู้…
+ +

Guy Kawasaki – นักธุรกิจที่ทำให้แอปเปิลเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
“คุณอยากเป็นผู้ประกอบการใช่ไหม”

ชีวิตที่ไม่เคยสำรวจตรวจสอบตัวเองอาจไม่คุ้มค่าแก่การใช้ แต่ชีวิตที่ไม่เคยใช้ก็ไม่คุ้มค่าแก่การสำรวจตรวจสอบเช่นกัน จงมั่นใจว่าชีวิตของคุณคุ้มค่าที่จะสำรวจตรวจสอบ…
+ +

Barak Obama – ประธานาธิบดีผิวสี คนแรกของอเมริกา
“จงทำให้เรากลับมาเชื่อมั่นอีกครั้งหนึ่ง”

การเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้นั้น ไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับการเชื่อแบบไร้เดียงสา เพราะความเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้นโดยง่าย ทางเลือกที่ยากลำบากรอเราอยู่ในประเด็นใหญ่ๆ ที่เรากำลังเผชิญ…

+ +

Anna Quindlen – นักเขียนเบสเซลเลอร์..
“จงเสาะหาชีวิตที่แท้จริง”

จงพินิจพิเคราะห์ดอกลิลลี่ในทุ่ง มองดูขนอ่อนๆหลังใบหูของเด็กทารก อ่านหนังสือในสวนหลังบ้านโดยมีแสงอาทิตย์อาบหน้า เรียนรู้ที่จะมีความสุข และใช้ชีวิตราวกับคุณกำลังเผชิญกับโรคร้ายแรงที่ไม่มีทางรักษา เพราะถ้าคุณทำอย่างนั้น คุณจะใช้ชีวิตอย่างเบิกบานและกระตือรือร้น ซึ่งนั่นก็คือวิธีที่เราทุกคนควรใช้ชีวิต…
+ +

Bill Watterson – นักเขียนการ์ตูนช่อง
“ไอเดียบางข้อเกี่ยวกับโลกภายนอก จากคนที่ชำเลืองมองมันแล้วเผ่นหนี”

คุณอาจจะแปลกใจที่ได้พบว่าการดำเนินชีวิตประจำวันและเรื่องที่ต้องทำเพื่อ “อยู่ไปวันๆ” นั้น จะดูดกลืนเวลาตอนตื่นของคุณอย่างรวดเร็ว คุณอาจจะแปลกใจที่ได้พบว่าคุณจะเริ่มมองการเมืองและศาสนาของคุณว่าเป็น เรื่องของนิสัยแทนที่จะเป็นเรื่องของการใช้ความคิดและตั้งคำถาม คุณอาจจะแปลกใจที่ได้พบว่าการอ่านหนังสือดีๆ เล่มหนึ่งแทบจะกลายเป็นของฟุ่มเฟือยไปเลย..
+ +

Bradley Whitford – Josh Lyman ใน The West Wing
คุณมีทางเลือกว่า คุณจะเป็นเหยื่อผู้เฉยเมยที่ปล่อยให้สถานการณ์พัดพา หรือเป็นฮีโร่ผู้แข็งขันในชีวิตของตัวเอง การลงมือทำคือยาแก้ความไม่แยแส การมองโลกในแง่ร้ายและความสิ้นหวัง แน่นอนว่าคุณจะต้องทำผิดพลาด เมื่อชีวิตคุณเข้าสู่จุดจบ คนจะตัดสินคุณจากก้าวที่คุณกระโดด ไม่ใช่จากก้าวที่คุณพลาดพลั้ง
+ +

Suzan-Lori Parks – นักเขีนรางวัลพูลิตเซอร์
“ชีวิตแบบที่คุณรักจะกระเถิบเข้าใกล้คุณ”

คำแนะนำที่ดีที่สุดที่ฉันเคยได้รับเป็นคำแนะนำที่แย่ที่สุดที่ฉันเคยได้รับจากคนอื่นด้วย
+ +

Aleksandr Solzhenitsyn – นักเขียนโนเบล ปี 1970
ถ้าโลกยังไปไม่ถึงจุดจบ มันก็ได้มาถึงจุดหักเหครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ จุดที่สำคัญเท่ากับจุดเปลี่ยนจากยุคกลางเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ จุดหักเหครั้งนี้จะฉุดดึงให้จิตวิญญาณของเราพุ่งสูง เราจะต้องทะยานขึ้นสู่วิสัยทัศน์บนระนาบใหม่ที่สูงกว่าเดิม สู่ชีวิตระดับใหม่ที่ธรรมชาติทางกายภาพของเราจะไม่ถูกสาปเหมือนกับในยุคกลาง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ระดับที่จิตวิญญาณของเราจะไม่ถูกเหยียบย่ำเหมือนอย่างในยุคสมัยใหม่
การทะยานขึ้นครั้งนี้จะคล้ายคลึงกับการปีนขึ้นสู่พัฒนาการของมนุษย์ขั้นต่อไป ไม่มีใครบนโลกที่มีทางเลือกเหลืออีกแล้ว – ยกเว้นทางเลือกที่อยู่เหนือหัวเราขึ้นไปเท่านั้น.
+ +

John Walsh – ภัณฑารักษ์
สำนึกอยู่เสมอว่าคุณกำลังให้อะไรกับตัวเอง และทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร

* * * * *

genderเพศ : จากธรรมชาติ สู่จริยธรรม จนถึงสุนทรียะ

ธเนศ วงศ์ยานนาวา เขียน | สำนักพิมพ์มติชน

ข้อเขียนนี้เคยลงตีพิมพ์เป็นตอนๆ ในมติชนสุดสัปดาห์ เนื่องจากสายตาอันชราของข้าพเจ้า จึงไม่สามารถตามอ่านจากหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ได้ตลอด เพราะทั้งเวลาอันจำกัดและความทรมานในการเพ่งจ้องตัวอักษรซึ่งเรียกว่าเล็กเสียยิ่งกว่าขี้ตา

หลายๆคนในยุคสมัยนี้ยังมองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องน่าอายที่จะพูดหรือเอ่ยถึงอย่างโจ่งแจ้ง แต่คุณปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องสามัญ การ กิน ขี้ ปี้ เยี่ยว เป็นเรื่องธรรมชาติ อย่าบอกนะว่าพวกคุณไม่เคยกระทำเรื่องพวกนี้เลย หากคุณจะตอบว่าไม่ ก็จงเก็บคำของคุณไว้และอย่าได้เอ่ยพ่นมันออกมา เพราะถ้าใครได้ยินได้ฟังแล้วคุณจะถูกประณามว่าเสียชาติเกิด

ในเล่มนี้คุณจะได้พบว่าการสำเร็จความใคร่หาใช่เรื่องผิดบาป การรักร่วมเพศเกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่ยุคกรีกโบราณและปรากฏอยู่ในตำราการแพทย์อินเดียตั้งแต่คริสศตวรรษที่หนึ่ง

เรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติก็จริง แต่มันมีความสลับซับซ้อนในตัว มันถูกล้อมเอาไว้ด้วยเรื่องของจริยธรรม เราถูกมายาคติบางอย่างหุ้มห่อ ทำให้เรามองเรื่องเพศบิดเบือนไป

* * * * *

tofflerความมั่งคั่งปฏิวัติ

Alvin & Heidi Toffler เขียน | สฤณี อาชวานันกุล แปล

สำนักพิมพ์มติชน

หนังสือเล่มนี้ออกจะหนักไปเสียหน่อย ทั้งเล่มและเนื้อหา (ข้าพเจ้าก็ยังอ่านไปไม่ถึงไหนเลย เลือกอ่านบ้าง ข้ามตอนไปบ้าง

เป็นหนังสือที่น่าสนใจอีกเล่ม เพราะผู้เขียนทั้งสองใช้เวลารวบรวมข้อมูลเพื่อจะให้ได้หนังสือเล่มนี้ออกมา ยาวนานถึง 12 ปี คุณรู้สึกใช่ไหมว่าโลกหมุนเร็วขึ้นและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กินความกว้างกว่าการปฏิวัติเสียอีก ระบอบเสรษฐกิจใหม่เดินขนานไปกับวิถีชีวิตในยุคโลกาภิวัตน์ เราจะเข้าใจได้ว่าเศรษฐกิจที่กำลังถดถอยและเลวร้ายที่ส่งผลสะเทือนไปทั่วโลกในตอนนี้มันเกิดจากอะไร

* * * * *

cosmosThe Fabric of The Cosmos | ทอถักจักรวาล

Brian Greene เขียน | ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ แปล

สำนักพิมพ์มติชน

ฉันหมายมั่นปั้นมือหนักหนากับการได้เปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ ฉันสนอกสนใจ อวกาศ เวลา และจักรวาล จนอยากจะไปตายแล้วเกิดใหม่เป็นนักฟิสิกส์ แต่คงเป็นไปไม่ได้ เพราะหนึ่ง โดยความเป็นจริงก็คือ ฉันไม่อยากเกิดอีกแล้ว สอง ถ้าฉันเกิดใหม่อีกครั้ง ฉันอาจจะเกิดเป็นอะไรก็ได้ ที่ไม่สามารถใช้ความคิดเป็น และถ้าเป็นงั้นก็จบเห่กันพอดี

ดูจากขนาดของหนังสือและเนื้อหา (หนาประมาณ 600 หน้า) บางคนอาจจะบอกว่ามันเป็นเรื่องยากไปนิดหากจะให้แบกหนังสือเล่มนี้แล้วอ่านมันให้จบ แต่ฉันกลับเห็นว่า ความหนาไม่ใช่อุปสรรค เราเลือกอ่านเฉพาะสิ่งที่เราสนใจในเล่มก็ไม่ใช่เรื่องผิด และหนังสือก็คงรูปอยู่เช่นนี้ มันไม่สูญสลายไปง่ายๆ หรอกตราบใดที่เราเก็บรักษามันไว้ เราจะหยิบมันออกมาอ่านเมื่อใดก็ได้ และฉันคิดว่าทั้งผู้เขียนและผู้แปลก็ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ไม่เกินความสามารถที่เราจะเข้าใจมัน ถ้าเราอยากรู้จริงๆ

* * * * *

da-vinciLeonardo da Vinci – The Flights of the Mind | เลโอนาร์โด ดา วินชี วิถีอัจฉริยะ

Charles Nicholl เขียน | นพมาส แววหงส์ แปล

สำนักพิมพ์มติชน

ชีวประวัติของสุดยอดศิลปินยุคเรอเนซองส์

ตลอดเวลา ฉันได้แต่เฝ้านึกถึงชีวิตประจำวันของดาวินชี เขาทำอะไร คิดอย่างไรกับสิ่งประดิษฐ์และภาพของเขา น่าประหลาดนัก ฉันรู้จักชื่อของเขาจากผลงานของเขา หาใช่รู้จักตัวเขา

ตอนฉันยังเป็นเด็ก ชื่อโมนาลิซานั้นดูจะมีความสำคัญและน่าค้นหากว่าชื่อ ดา วินชี

การอ่านหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ให้อะไรกับคุณหรอก หากคุณไม่อยากรู้เรื่องของ ดา วินชี หากคุณไม่สนใจศิลปะก็อย่าเสียเวลาอ่านเลย เพราะมันจะทำให้คุณรู้สึกอึดอัดและสูญเวลาเปล่า

บ่อยครั้งที่ฉันตั้งคำถามกับตัวเองว่า ฉันอ่านหนังสือพวกนี้ไปเพื่ออะไร มันไม่ได้เอาไปใช้ประโยชน์ในแง่การงานแต่อย่างใด หนำซ้ำยังทำให้เสียเวลา แต่มีข้อหนึ่งซึ่งอาจไม่สลักสำคัญเท่าใดนัก ฉันพบว่า การอ่านเรื่องราวหรือข้อมูลเหล่านี้ ช่วยกล่อมเกลาจิตใจได้ระดับหนึ่ง

* * * * *

modern-man1POST MODERN MAN | บทจำนรรจ์ว่าด้วยมนุษย์ที่ไม่สามารถจัดประเภทได้ [เล่ม 1]

ไชยันต์ ไชยพร เขียน | สำนักพิมพ์ openbooks

เล่มนี้เป็นเล่มที่ 1 แน่นอนว่าเล่มที่สองคงจะตามมาในอีกไม่ช้า ฉันจะบอกว่า ในบรรดาข้อเขียนที่รวมเป็นเล่มของไชยันต์ ไชยพร ทั้งหมด ก้มีเล่มนี้แหละที่อ่านง่ายและสนุกสนานที่สุด ส่วนเล่มอื่นๆนั้น อาจจะทำความเข้าใจยากไปหน่อย (แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาโอดครวญถ้าตั้งใจจะอ่าน) ฉันชอบคำว่า มนุษย์ที่ไม่สามารถจัดประเภทได้ เพราะฉันเองรู้สึกว่าตัวฉันคล้ายจะเป็นเช่นนั้น (แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ฉันจะเป็นโพสต์โมเดิร์นแมนหรอกนะ)

หากคุณยังไม่เคยอ่านข้อเขียนของไชยันต์ และเกิดความสนใจที่จะอ่านงานของเขา ฉันขอแนะนำว่าให้คุณเริ่มจากเล่มนี้ (ซึ่งอันที่จริง ฉันเห็นว่ามันน่าจะออกมาก่อนสามเล่มที่ออกมาก่อนหน้านี้) เพราะสามเล่มก่อนหน้าอาจจะทำให้คุณขยาดที่จะอ่านเล่มนี้ ทั้งๆที่เล่มนี้เป็นเล่มที่อ่านง่ายและสนุก

ไหนลองคิดแบบโพสต์โมเดิร์นแมนสิว่า เป็นความบกพร่องของสำนักพิมพ์ หรือเป็นความจงใจ ที่จะผลิตเรื่องอ่านง่ายออกมาในภายหลังเพื่อลดทอนความยากและเครียดของสามเล่มก่อนหน้า

ตรรกกูที่กลิ้งอยู่บนขอบของความไร้เหตุผล

logic

ฉันคิดอยู่นานหลายวันทีเดียว เกี่ยวกับการใช้เหตุและผลของคนทั่วๆไป
นั่นสืบเนื่องมาจากการได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อ The Logic of Life ของ Tim Harford
ทิม ฮาร์ฟอร์ดนั้นเป็นนักเศรษฐศาสตร์ (แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง นักเศรษฐศาสตร์ก็ต้องเขียนอะไรที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ แม้ว่าบนโลกนี้คงมีอยู่บ้างที่จะมีนักเศรษฐศาสตร์เขียนเรื่องสูตรลับการทำอาหาร)

พอได้ยินคำว่าเศรษฐศาสตร์ หลายคนมักจะเบ้ปากแล้วนึกถึงชุดตัวเลขเรียงพรืดกันมาเป็นทิวแถวยาวเหยียดจาก หิมาลัยจรดเทือกเขาอัลไตเลยก็ว่าได้ จากนั้นก็นึกภาพต่อมาถึงกลุ่มคนที่เขียน อ่านหรือสนใจเรื่องเศรษฐศาสตร์ว่าคงเป็นพวกเนิร์ดๆ แว่นหนาๆ หน้าตาจริงจัง

ก็อาจจะจริง แต่ ทิม ฮาร์ฟอร์ด คงถูกละเว้นจากข้อนั้น ตอนที่สร้างมนุษย์ผู้นี้ขึ้น พระเจ้าคงง่วงนอนจัด นักเศรษฐศาสตร์ตามตรรกะ(แบบสากล)ของเราเลยบิดเบี้ยวผิดรูปไป

ฮาร์ฟอร์ดเขียนเรื่องซับซ้อนได้สนุกสนานแทบเรียกได้ว่าเขาสร้างประตูพิเศษที่ย่นย่อระยะทางให้คนอ่านเปิดเข้าไปแล้วมองเศรษฐศาสตร์ได้อย่างเข้าใจและเริ่มเปลี่ยนทิศในการมองเรื่องนี้เสียใหม่

The Logic of Life เล่มนี้ คล้ายจะเป็นภาคต่อของ The Undercover Economist หนังสือเล่มแรกของเขา

หลายอาทิตย์ก่อน ฉันคิดถึงเรื่องการฆ่าตัวตายของผู้คนบนโลกนี้
บางครั้งฉันมองความตายแบบนั้นว่ามันไร้เหตุและผล แต่อันที่จริงแล้ว เราเองคงไปตัดสินไม่ได้ว่า ที่เขาทำเช่นนั้นเพราะเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่ หรือไม่มีทางเลือกอื่น ฉันคิดว่ามันมีมิติและอะไรซับซ้อนมากกว่าที่เราคิด มันอาจเป็นผลพวงจากการตัดสินใจบางอย่างและคงมีเหตุมีผลบางประการ

ความจริงมีหลายชุด ฉันเชื่อเช่นนั้น และในการตัดสินใจกระทำการบางอย่าง(ที่เราหลายๆคนมองว่ามันสิ้นคิด)เขาอาจกำลังหลงทางและสับสน ทำให้ไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่

ตรรกะของชีวิตหลายๆชุดมันซ่อนอยู่รอบๆตัวเรา แต่เราก็ไม่เคยสังเกตเห็นมัน เพราะเราไม่เคยคิดว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องมีเหตุมีผล เรื่องง่ายๆ ที่ฉันเพิ่งพบเจอมา เช่น ชีวิตและลมหายใจของคนในโลกไซเบอร์สเปซ ความขัดแย้งกันด้วยเรื่องขี้ผงเพราะอัตตาในตัวที่เริ่มดีดสูงขึ้น ฉันดี ฉันเจ๋ง ฉันแนวและเท่ มันก็เป็นเรื่องให้คนหมั่นไส้และชิงชัง น้อยอกน้อยใจกันได้ แค่คำพูดหรือวาจาบ้าๆบอๆ ที่บางทีก็ไม่น่าจะเอามาเป็นประเด็น

ครั้งหนึ่งเพื่อนของฉันบอกว่า คอนแทคของแกในมัลติไพลมีแต่พวกขี้เก๊ก (อันที่จริง ฉันมีคอนแทคน้อยมากๆ) และฉันก็เห็นด้วยอย่างแรงกับคำพูดนั้น 5 5 5 เพราะฉันเองเป็นพวกขี้เก๊ก ยโสโอหัง และไม่แคร์โลกแบบนี้หรอก ฉันพร้อมจะงี่เง่าใส่ทุกคน ถ้าอยากทำ

ในบางครั้งที่ฉันกระทำบางอย่างลงไป หลายๆคนมองว่า ฉันเป็นพวกกวนตีน แต่ฉันก็อยากจะแก้ตัวเพื่อปกป้องตัวเองบ้างว่า ฉันใช้หลักเศรษฐศาสตร์ในการตัดสินใจกระทำสิ่งนั้นๆ มันมีความมีเหตุมีผลในตัวของมัน แต่มันคงห่างไกลเกินกว่าจะอธิบายออกมาได้แบบตรรกะในชุดความจริงของคนอื่นๆ
ก็อย่างว่าละนะ สมองส่วน limbic มักทำงานหนักกว่า สมองส่วน cerebral cortex มันเลยทำให้พฤติกรรมมีเหตุมีผลของคนคนหนึ่งกลับเป็นความไร้เหตุไร้ผลของอีกหลายๆคน

ถ้ามองในเรื่องของการใช้ตรรกะและเหตุผลแล้ว คนทุกคนล้วนฉลาดและโง่เง่าเท่าเทียมกันในการตัดสินใจอย่างมีเหตุมีผล ไม่ว่าจะเป็นพวกขี้เก๊ก ขี้อาย ฉลาดแกล้งโง่ หรือพวกโง่ดักดานแล้วทำเป็นฉลาดและยังแอบแถมขี้เลื่อย

ทั้งหลายเหล่านี้ไม่มีถูกผิดหรือดีเลว แต่ขึ้นอยู่กับวาระและบริบทว่าเรายืนอยู่จุดไหน มืดหรือสว่าง สูงกว่าหรือต่ำกว่า สิ่งต่างๆที่เราแสดงออกมันย่อมสะท้อนให้เห็นว่าเราโง่หรือฉลาดมากน้อยเพียงไรในการเลือกใช้ทักษะวิธีหายใจอยู่บนโลกแบบนี้

บางครั้งฉันก็รักที่จะเป็นคนโง่ คอยยืนแหงนมองคอตั้งบ่าไปยังหอคอยซึ่งพวกฉลาดๆเขาฟาดฟันกันอยู่บนนั้น แล้วฉันก็ยืนหัวเราะขบขันได้โดยไม่ต้องมีเรื่องเหตุและผลเข้ามาวิ่งเล่นในหัวให้รกสมอง

+ + + + +

book-logic


The Logic of  Live

Tim Harford เขียน

สฤณี อาชวานันทกุล แปล

สำนักพิมพ์มติชน

ชั่วขณะเวลาหมุนทวน

เช้าวานฉันกระชากสายรุ้งที่สะท้อนพาดอยู่ระหว่างทางด่วน
กว่าจะดึงมันออกมาได้ทั้งหมด เล่นเอาเหงื่อตก
แถบเส้นทั้งเจ็ดของมันพันกันยุ่งเหยิง ฉันต้องค่อยๆจับมันแยกออกไม่ให้มันพันกันเป็นปม
ขนาดของมันยาวทีเดียว ฉันต้องค่อยๆขดม้วนมันไว้ คิดว่าไม่นานนี้คงถึงคราวจำเป็นต้องเอามันมาใช้

เนิบเนือยและเชื่องช้า เวลาหมุนผ่าน
นาฬิกาประจำตัวของฉันหยุดนิ่งชั่วครู่แล้วจู่ๆเข็มก็ดีดกลับเดินถอยหลังซะงั้น
อันที่จริงมันอยากจะเดินไปข้างหน้าให้เร็วกว่านี้ วิ่งแข่งกับตัวเองและโลก

ทว่าราวโลกคล้ายลูกข่างที่ถูกขว้างออกและสะบัดหลุดอย่างแรงจากปลายเส้นเชือกที่ขดแน่น
อาการดิ่งหมุนของมันแรงและเร็วขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีหยุด
นาฬิกาของฉันเลยเย้ยหยันโลกด้วยการเดินถอยหลัง
การกระทำเช่นนั้นของมันกวนประสาทฉันใช่ย่อย
ฉันเริ่มกลั่นแกล้งมัน ด้วยการเอานิ้วหัวแม่เท้ากดดักเข็มวินาทีไม่ให้ขยับเขยือนได้

ฉันนั่งมองเข็มวินาทีดิ้นขลุกขลักทรมานอย่างใจเย็น
จากนั้นอัมพฤตก็เริ่มกลืนกินเข็มยาวทีละนิด
การคืบคลานถอยหลังของมันหยุดชะงัก เข็มสั้นแน่นิ่งอยู่กับที่ ราวสนิมกินยากจะขยับ

นาฬิกาแน่นิ่งไปในที่สุด ฉันยกหัวแม่เท้าออก พินิจดูว่าเข็มยังกระดิกอยู่อีกหรือไม่
มันนิ่งเงียบราวกำลังหลับไหล
ชั่วขณะนั้นเอง ฉันรู้สึกคล้ายในหัวเต็มไปด้วยสัตว์ปีกแข็ง
รู้สึกจั๊กกะจี้ตรงร่องหยักสมองและคันนิดๆ
สัตว์ปีกแข็งพวกนั้นกำลังแทะกินสมองของฉันอยู่
พวกมันคงเอร็ดอร่อยกันน่าดู

แว่วเสียงขันลานนาฬิกาดังไกลๆมาจากทิศใดทิศหนึ่ง
ฉันรีบหลบซ่อนตัวและซุ่มดูอยู่ในความมืด
สิ้นเสียงขันลาน ร่างลึกลับค่อยๆปรากฏ
ลมหายใจของร่างนั้น ดังราวเข็มวินาทีกระดิก คลิก คลิก คลิก
ร่างลึกลับห้อยแขวนนาฬิกาเก่าคราคร่ำ ฉันเพ่งจ้องเวลาจากนาฬิกาเรือนนั้น
ทุด! มันเดินถอยหลัง!

ดวงตาของฉันพร่าเบลอชั่วขณะ จากนั้นภาพรางเลือนราวฟุตเตจอันแหว่งวิ่นก็ปรากฏเข้ามาแทน
มันฉายภาพเล่าเรื่องราวของร่างลึกลับเจ้าของลมหายใจดัง คลิก คลิก คลิก ผู้นั้น
เหตุการณ์ดำเนินย้อนหลังตามการหมุนทวนของเข็มนาฬิกา

ภาพหนึ่งตรึงตา ขณะเขาคลี่สายรุ้งที่ขดม้วนนั้นออกแล้วมัดเป็นห่วงบ่วง
เขาผูกปลายเชือกอีกข้างด้วยหินอุกาบาต
แล้วเหวี่ยงรุ้งขึ้นฟ้า หวังให้มันคล้องเกี่ยวเข้ากับวงแหวนซึ่งล่องหนของดาวพฤหัส
หินอุกาบาตหน่วงสายรุ้งยึดติดตรึงแน่นเข้ากับวงแหวน
เขาทดลองกระตุกชักเส้นรุ้งเพื่อหยั่งความแข็งแรงว่ามันเหนี่ยวทนขนาดไหน
โดยไม่รีรอ เขาจับบ่วงเข้าคล้องคอ และถีบกระโดดห้อยไกวตัวเองไปมาในอวกาศ

ภาพที่เห็นงดงามเหลือเชื่อ
ฉันตะลึงงันชมภาพนั้น พลางนิ่งคิดว่าเป็นเวลานานเท่าใดกันกว่าที่วิญญาณของเขาจะหลุดจากร่าง
อะตอมที่รวมเป็นตัวเขายังเกาะตัวกันอยู่เช่นนั้น ไม่ยอมแตกออก
ร่างผูกติดอยู่กับแถบสีทั้งเจ็ด ห้อยแขวนแกว่งไกวอยู่ในอวกาศ
วิญญาณของเขาอาจเดินทางไปไกลแล้ว
แต่เสียงลมหายใจ คลิก คลิก คลิก ยังแว่วดัง