
The Boy Least Likely To | The Law Of The Playground
หลังจาก The best party ever ชุดแรกที่ออกในปี 2005 ก็แทบไม่มีวี่แววเลยว่าจะได้ฟังชุดใหม่ของวงนี้อีก แต่จนแล้วจนรอด ก็มีชุดสอง ซึ่งอัลบั้มนี้ใช้ระยะเวลาในการเดินทางยาวนานมาก เขาเริ่มทำเพลงชุดนี้กันตั้งแต่ กันยายน 2006 แต่กว่า I box up all the butterflies ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลแรกจะถูกปล่อยให้ฟังกันใน myspace ก็ล่วงเลยมากระทั่ง ต้นปี 2008 และกว่า The law of the playground จะคลอดก็ล่วงเลยกำหนดเวลาไปนานมาก ปาเข้า มีนาคม 2009 กว่าจะได้ฟังเต็มอัลบั้ม
ชุดนี้ทั้งสองยังคงมองโลกสดใสเหมือนเดิม
+ + + + +

Camera Obscura | My Maudlin Career
ถือว่าวงนี้เป็นวงที่เก่ามาก เริ่มทำดนตรีกันตั้งแต่ปี 1996 แต่กว่าจะบันทึกเสียงออกแผ่นขายก็ปาเข้าไปปี 2001 เป็นการรอคอยและฟักตัวที่ยาวนาน ฉันชอบเสียงของ Kenny McKeeve ไม่มีเอกลักษณ์อะไรพิเศษในเสียงของเธอ แต่ฉันแค่รู้สึกว่าเสียงของเธอก็เหมาะและเข้ากับจังหวะดนตรีดี วงนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นมากหรอก ฟังแก้เบื่อได้ เดี๋ยวนี้วงดนตรีและคนทำเพลง เกิด ผุด และตายไวยังกะเห็ดรา แต่วงนี้ก็เจ๋งจริงๆ ที่อยู่มาได้นานขนาดนี้
+ + + + +

Conor Oberst | Conor Oberst
ถ้าเคยฟัง Bright Eyes คุณอาจจะคุ้นเคยกับน้ำเสียงของ Conor Oberst แต่หากคุณเคยเป็นแฟน Bright Eyes ฉันก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว ท่วงทำนองแบบนี้ถูกเรียกว่าโฟลค์ ร็อค แต่อย่าไปจัดหมวดเลย เอาแค่คนร้องหน้าตาหล่อเหลาและร้องเพลงฟังได้ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ กับการที่จะหาเพลงอะไรมากระแทกใส่รูหู และฉันแค่จะบอกว่า ฉันฟังอัลบั้มเพราะชอบปกซีดี ไม่ได้ทึ่งหรือปลาบปลื้มว่าเพลงมีความฉลาดหรือมีเสน่ห์ล้นเหลือ (บางทีฉันรู้สึกว่า น้ำเสียงของ Conor Oberst ฟังดูดัดจริตเกินไป แต่ฉันก็ชอบนะ)
+ + + + +

The decemberists | The hazards of love
เป็นวงที่หาเพลงดูดตามซอกหลืบในเว็บเถื่อนได้ยากมาก ฉันได้ยินแต่เสียงบอกเล่าว่าปกซีดีของวงนี้เป็นปกที่จัดว่าสวยทุกอัลบั้ม แต่เอาเหอะ ปกจะสวยยังไง เพลงก็มีไว้ฟัง เพราะเราไม่สามารถมองเห็นคลื่นเสียงได้ นอกจากเราจะได้ยินมัน ฉันเจอ prelude แทรคแรกของชุดนี้ก็ทำเอาอึ้งแดกไปพักหนึ่ง เพราะเสียงที่ได้ยินทำให้ฉันไม่รู้ว่าเครื่องเล่น mp3 ของฉันตายสนิท หรือเพราะตัวเองหูหนวก ความยาวแทรคประมาณสามนาทีเศษ แต่พวกพี่เค้าทำคลื่นเสียงดังอื้ออึงไปตั้งนาทีสามสิบห้าวิ แปลกดี ไม่รู้จะเล่นกันยังไงแล้วมั้งนะ
ฉันชอบชื่ออัลบั้มนี้ เพราะฉันชอบคำว่าความสุมเสี่ยง ความไม่เที่ยง และเอาแน่ไม่ได้ ไม่ใช่เฉพาะกับความรัก หากแต่สำหรับทุกสิ่งที่รายล้อมรอบๆตัวเรา
อัลบั้มนี้ได้รับอิทธิพลและแรงบัลดาลใจจาก Anne Briggs นักร้องเพลงโฟลค์อังกฤษซึ่งมีชื่อในช่วงปี 1960
Anne Briggs นั้นมีอิทธิพลกับนักร้องและวงดนตรียุคนี้หลายๆวง The decemberistsเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ชื่ออัลบั้มนี้ก็เป็นชื่อเดียวกับ EP ในปี 1996 ของ Anne Briggs เพลงชุดนี้มีเรื่องราวในตัวของมัน ทั้งอัลบั้มเล่าเรื่องของหญิงที่ชื่อ Margaret สำหรับฉันมันฟังดูเป็นโศกนาฏกรรมยังไงไม่รู้ ฉันจะไม่เล่าว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร อยากรู้ก็ไปหาฟังเอาเองสิ
ฉันชอบแทรคสุดท้าย The Hazards of Love 4 (The Drowned)
+ + + + +

Gravenhurst | Black Holes in the Sand
อืมม..จะอธิบายยังไงดีละ เพลงก็ดี ฟังได้ไม่เบื่อ ฉันคิดว่า Black Holes in the Sand นั้นเหมือนกำลังนั่งฟังคนบ่นพึมพำอะไรบางอย่างให้ฟัง แม้ว่าดนตรีช่วงสามนาทีหลังจะฟังดูน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เลวร้ายนักหรอก
ชุดนี้เป็น EP 6 แทรค
+ + + + +

I Can Make A Mess Like Nobody’s Business | I Can Make A Mess Like Nobody’s Business
ครั้งที่ฉันพบดนตรีชุดนี้ ฉันชอบ track แรกในทันที และฟังต่อไปเรื่อยๆ จึงได้ค้นอ่านความเป็นมาคราวๆ ตามกำลังความสามารถ
I Can Make A Mess Like Nobody’s Business นั้นเป็นโปรเจ็กต์ของ Arthur Enders [Ace] นักร้องนำวง The early November ฉันจะไม่เอ่ยกล่าวอะไรมากมายเกี่ยวกับวงนี้ เพราะฉันองก็เพิ่งเคยได้ยินชื่อ สิ่งที่ฉันประทับใจก็คือ Ace Enders นั้นเป็นคนเขียนเพลงที่อ่านหนังสือ อันที่จริงมันคงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับอเมริกา ที่คนทำเพลงจะเป็นนักอ่าน
มีข้อมูลจากบางแหล่งบอกว่าเพลงในชุดนี้ โดยส่วนใหญ่ได้รับแรงบัลดาลใจมาจากการอ่าน เช่น Track 4 Timshel ได้มาจากการอ่าน East of Eden ของ Steinbeck แทรค 6 และ 7 ได้มาจากการอ่าน Metamorphoses ของกวี Ovid
โดยหูของฉัน ฉันรู้สึกว่า ถ้าเขาโตขึ้น และหากเขายังคงเขียนเพลงและทำดนตรี ก็คงจะดีไม่น้อย ส่วนตอนนี้นั้น ฉันรู้สึกว่า เขายังมองโลกแบบเด็กหนุ่ม น้ำเสียงที่เขาเปล่งออก สิ่งที่เขาเขียนออกมา ยังอยู่ในช่วงต้นฤดูกาลของชีวิต รอวันผลัดใบอีกหลายรอบชั่วอายุ
+ + + + +

Lykke Li | Youth Novels
เสียงของเธอสดใส แต่ดนตรีกลับหม่นลึก แม้จะมีจังหวะคึกคักในดนตรี ฉันฟังเสียงของเธอแล้วนึกฝันถึงตุ๊กตาหน้าแบ๊วๆ สวยหลอน ไม่ใช่ตุ๊กตา Blythe นั่นหรอกนะ ฉันว่าเธอน่ารักกว่านั้น Li เป็นสาวน้อยชาวสวีเดน ฉันจึงชอบสำเนียงและท่วงทำนองที่เธอเปล่งร้องออกมา มันฟังดูเหน็บหนาวเหมือนบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ
ฉันชอบ Time Flies เสียงของเธอดังราวกับจะขาดห้วง
+ + + + +

Morrissey | Years of Refusal
ฉันชอบ Morrissey เพราะฉันรัก The Smiths ชุดนี้คุณเค้าไม่เล่นไวโอลินลุ่มลึกเหมือนชุดที่แล้ว แต่เขาทำตัวราวคนหนุ่ม (ดูจากปกซีดี เหมือนน้าแกไปฟิตหุ่นมาหรือไงกันนะ) ฟังๆไป นึกถึงดนตรียุคปลายเจ็ดศูนย์แบบ Joy Division แต่ก็ชอบนะ ปกติฉันเกลียดเสียงกลองที่ลงหนักแน่น แต่สำหรับชุดนี้ของ Morrissey ถือเป็นข้อยกเว้น และฉันชอบเนื้อเพลง เช่นเคย เพลงของเขาถนัดถากถาง ชำนาญเสียดเย้ย อ่านแล้วมันรู้สึก ความเจ็บปวดรวดร้าว ความหม่นหมอง ความปรารถนา และอะไรๆอื่นๆที่มนุษย์มนาเขาเป็นและมีกันตามธรรมชาติธรรมดา
+ + + + +

The Music Tapes | 1st Imaginary Symphony for Nomad
คุณเคยฟังเสียงเลื่อยหอนไหม มันโหยหวนไม่หยอกเลยละ ดนตรีของวงนี้สร้างเสียงจากเลื่อย เลื่อยสำหรับเลื่อยไม้นั่นละ มันสามารถสร้างเป็นเสียงดนตรีได้หลอนโคตร ฉันไม่รู้จะแนะนำว่าไง แนะให้ฟังเสียงเลื่อย และเสียงผู้คนบ่น เสียงร้องอันน่ารำคาญยังกะคนเมา แต่เอาเถอะ ลองฟังอะไรเพี้ยนๆดูบ้างสิ
+ + + + +

Noah and the Whale | Peaceful, the World Lays Me Down
ฉันฟังอัลบั้มนี้เพราะชื่อแทรคบางแทรค เช่น 2 Aatoms in a Molecule มันเป็นโฟลค์ คุณรู้จักเพลงโฟลค์นี่ มันคือท่วงทำนองของการมองโลกในแง่ดี บอกเล่าด้วยน้ำเสียงซื่อตรงและเป็นมิตร เครื่องดนตรีนะรึ คุณก็รู้ว่ามันต้องมีเสียงเมาท์ออร์แกน เสียงไวโอลิน เสียงเกากีตาร์โปร่ง ทั้งหลายเหล่านี้ มันอยู่ในเพลงของ Noah and the Whale ฟังสิ แล้วคุณจะไม่กังวลหรอกว่า ถ้าวันที่น้ำท่วมโลกมาถึง แล้วเราจะทำไงกะชีวิตที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลยของเรากันดี
+ + + + +

Peter Bjorn and John | Living Thing
เป็นวงของ ปีเตอร์ บียอร์น และ จอห์น เหอะ เด็กสวีเดนมันตั้งชื่อวงดนตรีกันแบบนี้เอง เรียบง่าย ไม่มีแบบแผน ไม่ต้องการขนบ ดนตรีแบบนี้ ถ้าเป็นประเทศไทยเค้าเรียกว่าวงเด็กแนว ออกมาแล้วสี่ชุด อัลบั้มนี้เป็นชุดที่ 5 ชุดนี้ ฉันชอบสามแทรคสุดท้าย โดยเฉพาะ Blue Period Picasso
+ + + + +

She & Him | Volume One
อืมม..มันไพเราะเชียวละ ฟังสบาย ทั้งนั่ง นอน จะตีลังกาฟังก็ยังได้
อัลบั้มนี้ไม่ใหม่นัก ออกเมื่อต้นปี 2008 แต่เพิ่งได้ตั้งอกตั้งใจฟังก็เมื่อไม่นานมานี้
ศิลปิน ตั้งชื่อว่า She & Him
She น่าจะหมายถึงตัว vocal คือ Zooey Deschanel ส่วน Him ก็คงจะหมายถึง Matt Ward คนทำดนตรีและโปรดักต์ให้อัลบั้มนี้
ฟังๆ ไป ฉันรู้สึกว่าชุดนี้ช่างมีกลิ่นคุ้นเคยอันหลากหลายรวมเข้าไว้ด้วยกัน บางครั้งก็นึกถึง Norah Jones บางห้วงก็ไพล่คิดไปถึงอารมณ์หนุกหนานเพี้ยนๆ แบบ Feist และบางทีก็นึกถึง Regina Spektor พอฟังไปๆ ก็แอบรู้สึกว่าในบางเพลง มีบางอารมณ์ที่ถอดออกมาจาก Billie Holiday
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่ว่ามาเป็นแค่ความรู้สึก
+ + + + +

Stars | Sad Robots EP
ชุดนี้ออกเป็น EP 6 track เสียงของ Amy Millan นั่นฟังดูหงอยเหงา และดนตรีก็ส่งเสียงราวกับอยู่ในห้องทดลอง
ฉันคิดว่า Robot ไร้ความรู้สึก แต่เสียงเดียวดายในชุดนี้ ทำให้จินตนาการถึง...
ฉันน่าจะเขียนเรื่องหุ่นยนต์มีหัวใจ (แม้ว่าจะมีคนเขียนออกมาแล้วเป็นร้อยพันชิ้น)
หุ่นยนต์ชิ้นนี้ เป็นหญิงสาว เธอร้องเพลงเพราะ และเศร้าสร้อย
il pleut, il pleut,
Je pleure, je pleure,
J'ai peur que mon temps soit expiree,
J'espere que vous viendrez me secher
J'espere que vous pouvez me reperer
J'ai peur que je vais roullier ce soir
Mon coeur,
Changera de l'acier a la poussiere
+ + + + +

Yeah Yeah Yeahs | It’s Blitz!
เมื่อปี 2006 มีใครคนหนึ่งเอาอัลบั้ม Show your bones ของวงนี้ให้ฉันฟัง อืมม ก็ไม่ได้ติดอกชอบใจกับเพลงมากมายนัก และสำหรับ It’s Blitz! เองฉันก็ไม่ได้ชอบ และไม่ได้ประทับใจดนตรี หรือกระทั่งนักร้องหรือคนทำดนตรีก็ไม่ ฉันแค่ชอบปกซีดี บีบไข่ให้แตกคามือได้ยังไงกันฟระ
ฉันแค่เหวี่ยงแหออกไป แล้วเพลงชุดนี้ก็ติดมากับแห จะไม่ฟังก็กระไรอยู่
อันที่จริงแล้ว ฉันก็ชอบท่วงทำนองในบางเพลงอยู่เหมือนกัน มันทำให้โยกย้ายส่ายศีรษะไปกับจังหวะได้ ไม่ต้องไปฟังให้เข้าใจ ไม่ต้องแปลว่า she ร้องบ่นอะไรออกมา แค่โยกๆ ไปตามเสียงเพลง ก็น่าจะพอแล้ว

Utopia
A matter of Time :
Surely you’re joking Mr.Feynman
วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน
เพศ :
ความมั่งคั่งปฏิวัติ
The Fabric of The Cosmos
Leonardo da Vinci –
POST MODERN MAN 




