ฉันพบว่าฉันป่วย และภูมิต้านทานก็อ่อนแอลง อาการทรุดพังของร่างกายไม่ฟื้นเสียที ฉันไม่ได้เกลียดการกินยา ฉันแค่เกียจคร้าน มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่ฉันแค่ไม่รู้ว่าจริงๆแล้ว ควรจะกินยาหรือ?
ทุกเช้าฉันตื่นขึ้นมาพร้อมอาการไอ ฉันปล่อยให้ตัวเองไออยู่เช่นนั้น ราวเกือบครึ่งชั่วโมง ฉันฟังเสียงไอ มันโคตรทรมานและฉันก็ยังไม่ยอมกินยาเสียที วันต่อๆ มา ฉันไอและมีเสมหะ ฉันดีใจนิดๆ มันคงจวนจะจากฉันไปแล้ว ทว่าไม่หรอก มันยังคงสิงสู่อยู่ในลมหายใจ ในเลือด ในตัวฉัน
ร่างกายฉันมักอ่อนแอในตอนเช้า และมันก็จะปกติดีในตอนกลางวัน พอตกเย็นฉันก็เริ่มไอและเสียงก็ค่อยๆ แหบลง ฉันรู้ดีว่าการนอนตากแอร์ในตอนกลางคืนมันไม่ดี แต่อากาศก็ยอดแย่บรรลัย มันอ้าวและทำให้ตัวเหนียวหนืด เครื่องปรับอากาศมันไม่ช่วยปรับให้อาการของฉันดีขึ้น แม้ฉันจะซุกตัวในถุงนอน ห่มผ้าทับอีกชั้น ทว่าเช้ามาฉันก็ยังคงไอ
พี่ชายของฉันถามว่า - ทำไมอาการของเธอถึงเรื้อรังไม่หายเสียที (ทุกคนเข้าใจว่าฉันกินยา)
ฉันแค่ตอบกลับไปว่า - อาการของฉันมักจะแย่แค่ตอนเช้าเมื่อตื่นมาใหม่ๆ เท่านั้น
พี่ของฉันบอกว่า - มันมีวิธีแก้ คือ อย่าตื่นอีก
ฉันเลยบอกว่า – งั้นฉันไม่นอนเสียเลยดีกว่า
ฉันชอบชั่วขณะที่ฉันไอจนตัวโยน ไอจนต้องอาเจียนออกมาเป็นอากาศ
คืนที่ผ่านมา อาการเจ็บคอทุเลาลงแล้ว แต่ก็แทบไม่มีเสียง ฉันรู้สึกรกในสมอง ความกังวลใจในการงานที่จะต้องสะสางและอะไรหลายๆอย่างที่รออยู่ข้างหน้า ฉันนอนไม่หลับ ไม่นึกสนุกที่จะทำห่าอะไรสักอย่าง
สุดท้ายฉันก็หยิบ DVD แผ่นหนึ่งที่เพื่อนให้มานานโกฐปีขึ้นมา ฉันเปิดมัน และทำให้ต้องดูหนังเรื่องนี้ถึงสองรอบ ฉันไม่ได้ปลื้มมันหรอก ฉันไม่ได้รักมันหนักหนา มันแค่เกิดความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ ขึ้น
ในครั้งแรกของการดู ฉันได้ยินเฉพาะเสียงประกอบที่ดังขึ้นเบาๆและเป็นระยะๆ เช่น เสียงรถ เสียงเปิด-ปิดของประตู เสียงซาวนด์แทรค ทว่าฉันไม่ได้ยินเสียงไดอะล็อกตอบโต้กันเลย ฉันอาศัยการอ่านคำบรรยายเอา และฉันก็นั่งดูมันเช่นนั้นไปค่อนเรื่อง ถึงเพิ่งรู้สติว่า ลำโพงคงพังไปสองตัว แจ๊คต่อเชื่อมคงจะหลุด แต่ฉันก็ไม่ได้จัดการแก้ไข…เหมือนการกินยา ฉันขี้เกียจจัดการกะมัน ฉันเลยดูไปยังงั้นกระทั่งมันจบ แล้วฉันก็งีบหลับไป
ฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเวลาไม่นาน จัดการกับเครื่องเล่น DVD เรียบร้อยและกำลังจะใส่แผ่นใหม่ที่ได้เลือกไว้เข้าไปในเครื่อง แต่สุดท้าย ฉันก็หยิบแผ่นเดิมที่ดูไปแล้ว(แบบไม่มีเสียง)เมื่อสามสี่ชั่วโมงก่อน การดูครั้งที่สอง มันออกจะทำให้ฉันรู้สึกหม่นหมอง การได้ยินเส้นเสียงที่เปล่งออกมาในหนัง น้ำเสียงของผู้พูดทำให้เรารู้จังหวะอารมณ์ของการแสดงออก บางครั้งแค่สีหน้าหรือท่าทางที่เราเห็นมันก็อาจช่วยได้แค่เล็กน้อย ในการที่เราจะเข้าถึงสภาวะจิตใจของคนคนนั้น
การอ่านเฉพาะคำบรรยายขณะดูหนัง แต่ไม่ได้ฟังเสียง มันแค่ช่วยให้เรารับรู้เหตุการณ์และความเป็นไป แต่ไม่ช่วยให้เรารู้อารมณ์และสภาวะภายในบางอย่างที่อาจซุกซ่อนอยู่ได้ทั้งหมด
ฉันไม่รู้จัก Ian Curtis หรอก แต่ Joy Division นั้นฉันพอรู้อยู่บ้างว่าเป็นวงดนตรีที่มีชื่อในช่วงปี 1976-1980 แต่ฉันก็ไม่ได้ฟังเพลงของพวกเขาบ่อยนัก การได้ดูหนังเรื่องนี้ทำให้ได้ความรู้ใหม่เกี่ยวกับนักร้องนำของ Joy Division และภาพของ Ian Curtis ที่ฉันเห็นในหนังทำให้ต้องกลับมาฟัง Joy Division อย่างตั้งใจ
ไม่รู้สิ ฉันแค่รู้สึกว่าการได้ดูหนังเรื่องนี้มันทำให้ฉันเข้าใจดนตรีของพวกเขาขึ้นมาอีกสเต็ปหนึ่ง มันทำให้ฉันใส่ใจในเนื้อร้องของพวกเขามากขึ้น เหตุมันอาจจะมาจากฉากหนึ่งในหนัง ขณะที่ Ian กำลังจ้องมองภาพผีเสื้อตัวหนึ่งบนผนังกระจก แล้วเขาก็เริ่มร่าย My Heart Leaps Up When I Behold ของ William Wordsworth

ในการดูครั้งแรก โดยไม่ต้องได้ยินเสียง ภาพที่เห็น ก็ทำให้ฉันรู้สึกหม่นหมองพิลึก
ในการดูครั้งที่สอง ฉันก็พบว่าการได้ยินเสียงด้วยมันดีอย่างนี้เอง ฉันแค่รู้สึกว่า เขากำลังร่ายบทกวีให้ผีเสื้อตัวนั้น – ผีเสื้อที่ไม่มีชีวิต
หลังการดูครั้งที่สอง ฉันก็นอนหลับได้เสียที เช้านี้ฉันตื่นขึ้นมา พบว่ายังคงไอเหมือนหลายวันก่อน และคอของฉันคงจะเริ่มอักเสบแล้ว เพราะมันมีเลือดปนออกมากับเสมหะด้วย
อ้อ หนังที่ฉันดูเมื่อคืนชื่อ Control




