มกราคมปีนี้หนาวกว่าปีที่แล้ว และไม่แน่ว่า ปีหน้ามันอาจจะหนาวขึ้นอีก
อากาศเริ่มกลับมาเย็นลงอีกแล้ว อุณหภูมิน่าจะเย็นลงจากเมื่อวานประมาณสององศา และอาจไม่แน่ว่าพรุ่งนี้มันจะเย็นลงอีก
รายงานข่าวของกรมอุตุนิยมบอกว่า …บริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนยังคงแผ่ปกคลุมประเทศต่อไปอีก ทำให้มีอากาศหนาวเย็นลงโดยทั่วไปต่อเนื่องกันไปจนถึงวันที่….
เธอตื่นแล้ว ทว่ายังนอนขดร่างเปลือยเปล่าในถุงนอนใต้ฟูกหนา รู้สึกตัวเองคล้ายดักแด้ที่รอเวลาลอกคราบ
แสงค่อยๆส่องลอดเข้ามา เธอพลิกตัวแหวกมู่ลี่ดูถนนนอกหน้าต่างแล้วถอนใจ เอื้อมคว้ารีโมททีวีขึ้นกด พบภาพทางเดินขาวโพลนไปด้วยหิมะ เสียงในทีวีบอก ..ในช่วงวินเทอร์ คนแถบยุโรปและสแกนดิเนเวียมักจะเป็นโรคซึมเศร้าและปริมาณการฆ่าตัวตายก็เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน มีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นในแถบนั้น มันคือสปาบำบัดโรคซึมเศร้าจากความหนาวเหน็บ..
“อากาศหนาวมีผลต่อภาวะจิตใจ มันทำให้คนดำดิ่งกว่าที่ควรจะเป็น” คล้ายใครคนหนึ่งเคยบอกเธอเช่นนั้น
ที่สุดแล้วเธอก็ต้องลุกจากเตียง – ราวกระเพาะปัสสาวะอุ้มน้ำไว้เป็นลิตรๆ และมันจวนเจียนจะปริแตก เธอเยื้องย่างร่างเปล่าเปลือยลุกจากที่นอน อากาศละเลียดผิวหนัง รู้สึกกร้านๆแห้งๆ เย็นๆ สะท้านหนาวอยู่ข้างใน เธอปลดทุกข์ยาวนานจนแทบจะลืมโลกภายนอก
…กว่ามันจะสุด…
เธอท้าทายตัวเอง กระโจนลงอ่างเปิดฝักบัวรดตัวด้วยน้ำเย็นๆ เมื่อร่างปะทะน้ำ ราวตัวแทบฉีก เธอรู้สึกเหมือนเนื้อหนังแตกปริ ฟันกระทบกันกึกๆ เธอชะโงกตัวมองดูเงาในกระจก พบหญิงแปลกหน้า ผมม้าเต่อ ดวงตาอิดโรย ริมฝีปากสั่นๆ ที่กระทบกันนั้นเป็นสีอมม่วง
+ + + + +
เหมือนเมื่อวาน ราวกาลเวลาหลับไหลยาวนาน แม้ใกล้เที่ยงแล้ว แต่สวนสาธารณะยังดูเงียบสงบ เธออาจแค่รู้สึกไปเองว่ามันสงบกว่าฤดูไหนๆ การได้ลุกจากที่นอน แล้วออกมาข้างนอก ทำให้รู้สึกเหมือนได้ลอกคราบจากการเป็นดักแด้
ตามทางเดินผู้คนบางตา มีคู่รักสองสามคู่เดินโอบกอดกันผ่านหน้าเธอไป เสียงไม้กวาดลู่ไล่ไปกับพื้นของคนกวาดถนน และเสียงย่ำเดิน
- มันน่าจะอุ่นกว่านี้ – เธอคิด พลางกรีดเปิดหนังสือในมือสลับไปมา
เหตุผลของการออกมาข้างนอก ก็เพื่อที่จะค้นพบข้างใน เธอว่าอย่างนั้น เป็นการเอ่ยให้เก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่บนมันฟัง
แต่อันที่จริงแล้ว เธออาจไม่พบอะไรเลย
ขณะเธอก้มหน้าเคล้าเคลียลูกตาอยู่กับหนังสือที่ถือติดมา แว่วเสียงรองเท้ากระทบพื้นทางเดินดังกระชั้นใกล้ เธอเงี่ยหูฟังเสียงนั้น ทว่าไม่ได้ละสายตาจากหน้ากระดาษ
เหมือนเมื่อวานและหลายวันก่อนหน้า จังหวะเสียงก้าวเดินเช่นนั้น แม้หลับตาก็เห็น ท่วงท่าการเยื้องย่างของหญิงสาวในบูธชมพู
- ตั้งแต่วันแรกที่เห็น – เหอะ ในประเทศนี้น้อยคนนักที่จะสวมบูทออกจากบ้าน มีแต่เธอเท่านั้น และมันก็เป็นสีชมพูเสียด้วย
หญิงสาวไม่ใช่คนสะสวย ไม่มีอะไรพิเศษให้น่าดึงดูดใจ ผมเผ้าของเธอไม่เป็นทรง การแต่งตัวก็ดูธรรมดา ถ้าไม่นับบูทชมพูนั่น
สาวสวมบูทเดินผ่านหน้าเธอและนั่งลงบนเก้าอี้ตัวถัดไป ดูเหมือนหล่อนไม่มีกิจกรรมใดที่ตั้งใจมาทำที่นี่ หล่อนอาจแค่ออกมาเดินเล่น และนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม ใกล้กับผู้หญิงคนเดิม ในสวนสาธารณะที่เดิมนี้ เหมือนวันที่ผ่านๆมา
หญิงสาวในบูทชมพูนั่งนิ่งเงียบอยู่เช่นนั้น และใกล้ๆกัน เธอผู้กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับหนังสือก็ไม่อาจรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวของผู้หญิงอีกคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เพราะเธอกำลังเพ่งจ้องและดำดิ่งอยู่ในความฝันของไอน์สไตน์*
เธอไม่อาจละสายตาจากตัวหนังสือเหล่านั้น จนกว่ามันจะสิ้นสุดบรรทัดสุดท้ายของบทตอนนั้นๆ
และก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้น ย่อหน้าสุดท้ายของตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนั้นบอกเธอว่า
…โศกนาฏกรรมของโลกนี้ก็คือ ไม่มีใครมีความสุข ไม่ว่าพวกเขาจะติดแน่นอยู่ในเวลาแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวหรือความสุข
โศกนาฏกรรมของโลกนี้คือ ทุกคนต่างโด่ดเดี่ยว เพราะชีวิตในอดีตไม่สามารถอยู่ร่วมกับชีวิตในปัจจุบัน แต่ละคนซึ่งติดอยู่กับเวลา ต่างติดอยู่เพียงลำพัง…**
+ + + + +
ว่ากันตามจริง เหตุผลที่เธอมาที่สวนสาธารณะนี้ก็เพราะหญิงสวมบูทคนนั้น [ตอนนี้ฉันก็คิดว่า เราควรจะหาชื่อสักชื่อให้หล่อน เพราะฉันเบื่อที่จะต้องคอยเอ่ยเรียกหล่อนว่าสาวสวมบูท เอาเป็นว่า จากนี้ไปฉันจะเรียกผู้หญิงสวมบูทคนนี้ว่าวิเวียนก็แล้วกัน]
เธอเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ ทว่าวิเวียนไม่ได้นั่นอยู่ที่นั่นแล้ว หลังจากได้เห็นหล่อนที่สวนสาธารณะเมื่อสัปดาห์ก่อน เธอก็มาที่นี่เกือบทุกวัน เธอนั่งลงตรงเก้าอี้ตัวเดิม ใกล้ๆ ลานน้ำพุ รอคอยการมาถึงของวิเวียน ฆ่าเวลาด้วยการอ่าน คอยเงี่ยหูฟังเสียงรองเท้ากระทบพื้น
เธอไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าฟังเสียงเดินของหล่อน เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้น เสียงการเคลื่อนไหวเสียดสีกันของเสื้อผ้าที่เธอสวม การได้สูดกลิ่นอากาศในชั่วขณะนั่งเคียงกันในสวนสาธารณะ มีกลิ่นบางอย่างในตัวของวิเวียน ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม ไม่ใช่กลิ่นแชมพู ไม่ใช่กลิ่นแบบที่มนุษย์มนาทั่วๆไปจะสัมผัส มันเป็นกลิ่นเฉพาะ เฉกเช่นเดียวกับ DNA ในเลือดของคนคนหนึ่ง
มกราคมปีนี้หนาวกว่าปีที่แล้ว และไม่แน่ว่า ปีหน้ามันอาจจะหนาวขึ้นอีก
เธอครุ่นคิดถึงมกราคมที่ยังมาไม่ถึง เธอไม่มั่นใจนักว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างนับจากนี้ วันนี้เธอจึงคิดว่าควรจะทำความรู้จักกับแม่สาวสวมบูทสักเล็กน้อย เช่นว่า ทักทาย ส่งยิ้ม หรืออะไรดีล่ะ?
เธอมีเวลาเหลือเฟือที่จะใช้มัน และถ้าได้สนทนากันสักสองสามคำก็คงจะดีไม่น้อย
ทว่า วิเวียนไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว เธอมองไปรอบๆ บริเวณ หล่อนหายไปแล้ว
ประหลาดนัก เธอไม่ได้ยินเสียงขยับตัวของหล่อนแม้แต่นิด ไม่ได้ยินแม้เสียงรองเท้ากระทบพื้นขณะเธอลุกจากไป หรือชะรอยวิเวียนจะเป็นจินตนาการที่เธอจำลองขึ้น
แต่เอาล่ะ พรุ่งนี้เธออาจจะมาที่สวนสาธารณะนี้อีก มานั่งรอคอยการมาถึงของวิเวียน หรือเธออาจจะไม่มา เพราะเธออาจจะอยากจะเป็นดักแด้ที่ไม่ยอมลอกคราบ
รายละเอียดยิบย่อยเกี่ยวกับคนคนหนึ่งนั้นมีอยู่มากมาย และเราก็ไม่อาจรู้ทุกซอกทุกมุมของคนคนนั้นได้หมดจด กระทั่งแม้แต่บางซอกมุมของตัวคุณเองก็เถอะ เพราะบางครั้งบางหนคุณยังหลงลืมบางอย่างเกี่ยวกับตัวเองไป
+ + + + +
* Einstein’s Dreams – Alan Lightman
** ย่อหน้าสุดท้ายของหนังสือดังกล่าว สำนวนแปล ของ ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์




January 19, 2009 at 1:33 am
izabelle ฉันอยากจะเรียนรู้เธอ อยากอ่านเธอ มากขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่สำหรับตอนนี้ ฉันไม่มีเวลาพูดกับเธอแล้ว
August 25, 2009 at 3:27 pm
วิเวียน กับไอนสไตน์
“เธอ”สนใจวิเวียนกับบูธสีชมพูของหล่อนมากกว่าไอนสไตน์
ไอนสไตน์ว่าไงนะ จำไม่ค่อยได้ นักฟิสิกส์ท่านนี้ว่าไว้เยอะ
และคนก็เอาไปใช่ต่อเยอะ
เราก็จำมาจากหนังBefore Sunset ที่ดูหลายๆรอบแล้ว
เมื่อคืนวนมาอีกรอบ นางเอกว่า ไอนสไตน์ว่า
ถ้าขาดความฝันหรือจินตนาการคนเราก็เหมือนตายไปแล้ว
August 25, 2009 at 6:58 pm
ก็บอกไว้ตั้งแต่ประโยคแรกของย่อหน้านั้นแล้วนี่
เธอไม่ได้สนใจไอน์สไตน์ แต่เธอสนใจว่า Alan Lightman เขียนอะไร และยิ่งกว่านั้น เธอสนใจวิเวียนมากกว่า ข้อเขียนของ Alan Lightman
และไอน์สไตน์จะว่าไงก็ช่าง เราเองก็คงเหมือน “เธอ” ที่ไม่ได้สนใจจะจำเท่าใดนักว่า ชายหัวยุ่งคนนั้นจะเอ่ยอะไรไว้บ้าง