คืนที่ฉันหลงทาง

telegraphs-in-negative1Set Fire to Flames : Telegraphs in Negative | Mouths Trapped in Static

คืนก่อนฉันหลงทางและเจออัลบัมชุดนี้ ไม่ใช่โดยบังเอิญ
ฉันกำลังสงสัยว่ามีใครเคยตั้งใจเดินหลงทางไหม บางทีฉันก็ชอบบางอารมณ์ตอนหลงทาง
คลุมเครือ ขัดแย้ง ประหลาดพิลึกพิลั่นดูราวไม่มีจบสิ้น แต่อารมณ์แบบนั้น เกิดขึ้นเพียงชั่ววูบเดียว

อัลบั้มนี้ออกเป็นแผ่นคู่ และออกมาตั้งแต่ปี 2003 แต่เราก็เพิ่งพบกัน ฉันโคตรดีใจเป็นบ้า ที่เจออัลบั้มนี้เอง ไม่ใช่จากการแนะนำของใครเลย ราวกับว่าได้เจอคนรักเก่าที่ตายจากไปตั้งแต่สิบชาติที่แล้ว

อย่าเข้าใจผิดคิดว่าฟังเพลงในอัลบั้มนี้ แล้วจะได้รู้สึกดื่มด่ำกับความเพราะพริ้ง เปล่าเลย มันไม่ไพเราะ แถมบางเพลงยังหลอกหลอนพิลึกพิลั่น กลิ่นของมันดูเหมือนจะป่วยจิตอยู่ในที บางเพลงภาวะคล้ายกึ่งหลับกึ่งตื่น กึ่งจริงกึ่งฝัน เหมือนไร้สติแต่มีสติ

แทรค  – Something About Eva Mattes in the Halo of Exploding Street Lamps… – ฟังแล้วชวนให้นึกถึงงานสตอปโมชั่นของ Quay Brothers

บางเพลงมีเสียงครวญครางแว่วดังอยู่ไกลๆ ฉันไม่มั่นใจว่าหูของฉันอาจได้ยินไปเองหรือว่าเพลงเป็นเช่นนั้นจริงๆ

Set Fire to Flames ถูกจัดอยู่ในข่าย Ambient เท่าที่ทราบและเท่าที่ได้ฟัง วงนี้ออกมาเพียงสองชุด ชุดแรก Sings Reign Rebuilder ออกในปี 2001 ฉันรู้สึกว่าดนตรีของพวกเขาลองผิดลองถูกได้มันมาก บางคนเรียกวงนี้ว่าเป็นดนตรีแนวทดลอง แต่ฉันไม่ได้ใส่ใจนัก ฉันแค่ชอบฟัง

ฉันแค่มีความสุขลึกๆ กับเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดของประตูที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง ฟังได้ยินไกลๆ เสียงของการเคลื่อนไหวที่ดังอยู่ในความเงียบ พอได้ฟังแล้วฉันก็นึกถึงเกมเกมหนึ่งขึ้นมา มันเป็นเกมซึ่งฉันชอบมาก (เป็นเกมที่คนแนะนำให้เล่นก็ไม่เคยเล่นกับฉันแม้สักครั้งเดียว) แต่ก็ไม่มีใครอยากเล่นด้วยนัก มันก็แค่เกมง่ายๆ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากนัก เพียงมีจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทางก็พอแล้ว เกมเกมนี้เล่นโดยมีคนเล่นสองคนขึ้นไป

เรายืนอยู่ที่จุดเริ่มต้น และแค่เดินไปให้ถึงจุดหมาย ใครถึงก่อนชนะ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องเล่นกันในเวลากลางคืน และห้ามใช้ไฟส่องนำทาง

ครั้งหนึ่งฉันเคยเล่นเกมนี้ ฉันต่อให้ผู้ที่เล่นด้วยเดินออกไปก่อนสิบห้านาที ฉันยืนฟังเสียงฝีเท้าที่ก้าวออกไปของเขาอยู่ข้างหลัง กระทั่งเสียงนั้นค่อยๆ เงียบไป ที่หลงเหลืออยู่คือความเงียบ และประหลาดนัก เมื่อเขาเดินออกไปแล้ว ความมืดก็ยิ่งดูมืดดำลงถนัดตา ทว่าในความมืด ราวทุกสรรพเสียงดังชัดเจนขึ้นถนัดหู สวบสาบเสียงย่ำเท้าลงบนใบ้ไม้แห้งกรอบไปตามทาง

ฉันกะเวลาคร่าวๆ ประหลาดดี จู่ๆ ฉันก็รู้สึกว่าก็ได้กลิ่นของความมืด ฉันสูดกลิ่นของมันเข้าไปเต็มปอด และเริ่มออกเดิน มันตื่นเต้นดีพิลึก ตอนกลางวันฉันรู้ตำแหน่งของหน้าผา และฉันจำได้แม่นยำ กะได้ว่ามันอยู่ตรงจุดไหน ตอนฉันเดินเลียบผ่านหน้าผานั้น รู้สึกดีพิลึก ใจหวิวๆ ฝ่ามือชื้นเหงื่อ มันเป็นแค่ผาเตี้ยๆ ถ้าตกลงไปคงไม่เจ็บมากนัก อาจจะได้แผลถลอกจากการที่เนื้อตัวเราไปครูดกับหินบ้างเล็กๆ น้อยๆ

ชั่วขณะหนึ่ง ฉันก็ระแวงว่า เขาจะขี้โกงด้วยการแอบใช้ไฟฉายหรือเปล่า แต่ไม่หรอก ไฟฉายอยู่ในมือของฉันและฉันก็ถอดแบตเตอรีเควี้ยงทิ้งข้างทางไปแล้ว

คุณคิดว่าเกมนี้ใครชนะ ?

imeem music

มกราคม

januaryมกราคมปีนี้หนาวกว่าปีที่แล้ว และไม่แน่ว่า ปีหน้ามันอาจจะหนาวขึ้นอีก

อากาศเริ่มกลับมาเย็นลงอีกแล้ว อุณหภูมิน่าจะเย็นลงจากเมื่อวานประมาณสององศา และอาจไม่แน่ว่าพรุ่งนี้มันจะเย็นลงอีก

รายงานข่าวของกรมอุตุนิยมบอกว่า ริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนยังคงแผ่ปกคลุมประเทศต่อไปอีก ทำให้มีอากาศหนาวเย็นลงโดยทั่วไปต่อเนื่องกันไปจนถึงวันที่….

เธอตื่นแล้ว ทว่ายังนอนขดร่างเปลือยเปล่าในถุงนอนใต้ฟูกหนา รู้สึกตัวเองคล้ายดักแด้ที่รอเวลาลอกคราบ

แสงค่อยๆส่องลอดเข้ามา เธอพลิกตัวแหวกมู่ลี่ดูถนนนอกหน้าต่างแล้วถอนใจ เอื้อมคว้ารีโมททีวีขึ้นกด พบภาพทางเดินขาวโพลนไปด้วยหิมะ เสียงในทีวีบอก ..ในช่วงวินเทอร์ คนแถบยุโรปและสแกนดิเนเวียมักจะเป็นโรคซึมเศร้าและปริมาณการฆ่าตัวตายก็เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน มีธุรกิจใหม่เกิดขึ้นในแถบนั้น มันคือสปาบำบัดโรคซึมเศร้าจากความหนาวเหน็บ..

“อากาศหนาวมีผลต่อภาวะจิตใจ มันทำให้คนดำดิ่งกว่าที่ควรจะเป็น” คล้ายใครคนหนึ่งเคยบอกเธอเช่นนั้น

ที่สุดแล้วเธอก็ต้องลุกจากเตียง – ราวกระเพาะปัสสาวะอุ้มน้ำไว้เป็นลิตรๆ และมันจวนเจียนจะปริแตก เธอเยื้องย่างร่างเปล่าเปลือยลุกจากที่นอน อากาศละเลียดผิวหนัง รู้สึกกร้านๆแห้งๆ เย็นๆ สะท้านหนาวอยู่ข้างใน เธอปลดทุกข์ยาวนานจนแทบจะลืมโลกภายนอก

…กว่ามันจะสุด…

เธอท้าทายตัวเอง กระโจนลงอ่างเปิดฝักบัวรดตัวด้วยน้ำเย็นๆ เมื่อร่างปะทะน้ำ ราวตัวแทบฉีก เธอรู้สึกเหมือนเนื้อหนังแตกปริ ฟันกระทบกันกึกๆ  เธอชะโงกตัวมองดูเงาในกระจก พบหญิงแปลกหน้า ผมม้าเต่อ ดวงตาอิดโรย ริมฝีปากสั่นๆ ที่กระทบกันนั้นเป็นสีอมม่วง

+ + + + +

เหมือนเมื่อวาน ราวกาลเวลาหลับไหลยาวนาน แม้ใกล้เที่ยงแล้ว แต่สวนสาธารณะยังดูเงียบสงบ เธออาจแค่รู้สึกไปเองว่ามันสงบกว่าฤดูไหนๆ การได้ลุกจากที่นอน แล้วออกมาข้างนอก ทำให้รู้สึกเหมือนได้ลอกคราบจากการเป็นดักแด้

ตามทางเดินผู้คนบางตา มีคู่รักสองสามคู่เดินโอบกอดกันผ่านหน้าเธอไป เสียงไม้กวาดลู่ไล่ไปกับพื้นของคนกวาดถนน และเสียงย่ำเดิน

- มันน่าจะอุ่นกว่านี้ – เธอคิด พลางกรีดเปิดหนังสือในมือสลับไปมา

เหตุผลของการออกมาข้างนอก ก็เพื่อที่จะค้นพบข้างใน เธอว่าอย่างนั้น เป็นการเอ่ยให้เก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่บนมันฟัง

แต่อันที่จริงแล้ว เธออาจไม่พบอะไรเลย

ขณะเธอก้มหน้าเคล้าเคลียลูกตาอยู่กับหนังสือที่ถือติดมา แว่วเสียงรองเท้ากระทบพื้นทางเดินดังกระชั้นใกล้ เธอเงี่ยหูฟังเสียงนั้น ทว่าไม่ได้ละสายตาจากหน้ากระดาษ

เหมือนเมื่อวานและหลายวันก่อนหน้า จังหวะเสียงก้าวเดินเช่นนั้น แม้หลับตาก็เห็น ท่วงท่าการเยื้องย่างของหญิงสาวในบูธชมพู

- ตั้งแต่วันแรกที่เห็น – เหอะ ในประเทศนี้น้อยคนนักที่จะสวมบูทออกจากบ้าน มีแต่เธอเท่านั้น และมันก็เป็นสีชมพูเสียด้วย

หญิงสาวไม่ใช่คนสะสวย ไม่มีอะไรพิเศษให้น่าดึงดูดใจ ผมเผ้าของเธอไม่เป็นทรง การแต่งตัวก็ดูธรรมดา ถ้าไม่นับบูทชมพูนั่น

สาวสวมบูทเดินผ่านหน้าเธอและนั่งลงบนเก้าอี้ตัวถัดไป ดูเหมือนหล่อนไม่มีกิจกรรมใดที่ตั้งใจมาทำที่นี่ หล่อนอาจแค่ออกมาเดินเล่น และนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม ใกล้กับผู้หญิงคนเดิม ในสวนสาธารณะที่เดิมนี้ เหมือนวันที่ผ่านๆมา

หญิงสาวในบูทชมพูนั่งนิ่งเงียบอยู่เช่นนั้น และใกล้ๆกัน เธอผู้กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่กับหนังสือก็ไม่อาจรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวของผู้หญิงอีกคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เพราะเธอกำลังเพ่งจ้องและดำดิ่งอยู่ในความฝันของไอน์สไตน์*

เธอไม่อาจละสายตาจากตัวหนังสือเหล่านั้น จนกว่ามันจะสิ้นสุดบรรทัดสุดท้ายของบทตอนนั้นๆ

และก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้น ย่อหน้าสุดท้ายของตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนั้นบอกเธอว่า

…โศกนาฏกรรมของโลกนี้ก็คือ ไม่มีใครมีความสุข ไม่ว่าพวกเขาจะติดแน่นอยู่ในเวลาแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวหรือความสุข

โศกนาฏกรรมของโลกนี้คือ ทุกคนต่างโด่ดเดี่ยว เพราะชีวิตในอดีตไม่สามารถอยู่ร่วมกับชีวิตในปัจจุบัน แต่ละคนซึ่งติดอยู่กับเวลา ต่างติดอยู่เพียงลำพัง…**

+ + + + +

ว่ากันตามจริง เหตุผลที่เธอมาที่สวนสาธารณะนี้ก็เพราะหญิงสวมบูทคนนั้น [ตอนนี้ฉันก็คิดว่า เราควรจะหาชื่อสักชื่อให้หล่อน เพราะฉันเบื่อที่จะต้องคอยเอ่ยเรียกหล่อนว่าสาวสวมบูท เอาเป็นว่า จากนี้ไปฉันจะเรียกผู้หญิงสวมบูทคนนี้ว่าวิเวียนก็แล้วกัน]

เธอเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ ทว่าวิเวียนไม่ได้นั่นอยู่ที่นั่นแล้ว หลังจากได้เห็นหล่อนที่สวนสาธารณะเมื่อสัปดาห์ก่อน เธอก็มาที่นี่เกือบทุกวัน เธอนั่งลงตรงเก้าอี้ตัวเดิม ใกล้ๆ ลานน้ำพุ รอคอยการมาถึงของวิเวียน ฆ่าเวลาด้วยการอ่าน คอยเงี่ยหูฟังเสียงรองเท้ากระทบพื้น

เธอไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าฟังเสียงเดินของหล่อน เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้น เสียงการเคลื่อนไหวเสียดสีกันของเสื้อผ้าที่เธอสวม การได้สูดกลิ่นอากาศในชั่วขณะนั่งเคียงกันในสวนสาธารณะ มีกลิ่นบางอย่างในตัวของวิเวียน ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม ไม่ใช่กลิ่นแชมพู ไม่ใช่กลิ่นแบบที่มนุษย์มนาทั่วๆไปจะสัมผัส มันเป็นกลิ่นเฉพาะ เฉกเช่นเดียวกับ DNA ในเลือดของคนคนหนึ่ง

มกราคมปีนี้หนาวกว่าปีที่แล้ว และไม่แน่ว่า ปีหน้ามันอาจจะหนาวขึ้นอีก

เธอครุ่นคิดถึงมกราคมที่ยังมาไม่ถึง เธอไม่มั่นใจนักว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างนับจากนี้ วันนี้เธอจึงคิดว่าควรจะทำความรู้จักกับแม่สาวสวมบูทสักเล็กน้อย เช่นว่า ทักทาย ส่งยิ้ม หรืออะไรดีล่ะ?

เธอมีเวลาเหลือเฟือที่จะใช้มัน และถ้าได้สนทนากันสักสองสามคำก็คงจะดีไม่น้อย

ทว่า วิเวียนไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว เธอมองไปรอบๆ บริเวณ หล่อนหายไปแล้ว

ประหลาดนัก เธอไม่ได้ยินเสียงขยับตัวของหล่อนแม้แต่นิด ไม่ได้ยินแม้เสียงรองเท้ากระทบพื้นขณะเธอลุกจากไป หรือชะรอยวิเวียนจะเป็นจินตนาการที่เธอจำลองขึ้น

แต่เอาล่ะ พรุ่งนี้เธออาจจะมาที่สวนสาธารณะนี้อีก มานั่งรอคอยการมาถึงของวิเวียน หรือเธออาจจะไม่มา เพราะเธออาจจะอยากจะเป็นดักแด้ที่ไม่ยอมลอกคราบ

รายละเอียดยิบย่อยเกี่ยวกับคนคนหนึ่งนั้นมีอยู่มากมาย และเราก็ไม่อาจรู้ทุกซอกทุกมุมของคนคนนั้นได้หมดจด กระทั่งแม้แต่บางซอกมุมของตัวคุณเองก็เถอะ เพราะบางครั้งบางหนคุณยังหลงลืมบางอย่างเกี่ยวกับตัวเองไป

+ + + + +

* Einstein’s Dreams – Alan Lightman

** ย่อหน้าสุดท้ายของหนังสือดังกล่าว สำนวนแปล ของ ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์