Untitled

untitled-1

*เสียงใครฆ่ากันอยู่บนดาวอังคาร คุณได้ยินเหมือนฉันไหม ดังก้องมาเป็นระลอกๆ เดินทางไวกว่าแสงมายังที่ที่เรายืนอยู่ กลิ่นของความตายสดใหม่โชยเอื่อย ดูท่าว่าสีสันของมันจะจัดจ้าน ฉันไม่ใคร่รู้เรื่องทฤษฎีสีนัก แต่คิดเอาไว้ว่าสีของมันคงจะเหมือน Rock ‘n Roll ของ ซาลวาดอร์ ดาลี เขาใช้อาวุธอะไรกันนะ ปรมาณู – เอ็ม.16 – มีดปาดตาล – ท่อนไม้ – มือเปล่า หรือคำพูด

แม้แต่คุณบางคนก็อาจไม่รู้ว่า 12 กุมภาพันธ์ 1809 เป็นวันเกิดของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน และ อับราฮัม ลิงคอล์น – ให้ตายเถอะ ฉันไม่เคยตระหนักเลยว่าคนสองคนนี้เป็นคนร่วมยุคสมัยเดียวกัน แถมยังเกิดวันเดียวกันอีกด้วย คนหนึ่งมาจากครอบครัวฐานะดีและมีชื่อเสียงในอังกฤษ ส่วนอีกคนโตมาในครอบครัวชาวนาผู้ไม่รู้หนังสือจากแมสซาชูเซตส์ คนหนึ่งเป็นนักธรรมชาติวิทยา เจ้าของทฤษฎีวิวัฒนาการอันลือเลื่อง ส่วนอีกคน เป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา ความจริงอีกสิ่งหนึ่งก็คือ ทั้งสองตายในเดือนเดียวกัน ในวันที่ไล่ๆกัน แต่ระยะเวลาห่างกันถึง 17 ปี

ดึกหนึ่ง ฉันตื่นขึ้น และพบแม่ของฉัน หล่อนเดินทางมาไกลเพื่อบอกกับฉันว่า อันที่จริงแล้วในกาแล็กซีนี้ยังมีฉันอีกคน ฉันอีกคนที่เป็นลูกของแม่เช่นกัน น่าเสียดายว่า เราคลาดกัน มันเป็นความเผอเรอของแม่ที่พลาดทำให้อะตอมที่รวมเป็นฉันอีกคนแตกกระจายในวันที่ดาวหางชนเข้ากับโลก ในความฝัน

ตอนนี้คุณอายุเท่าไหร่ คุณคิดว่าตัวเองเห็นโลกมามากพอจนเบื่อหรือยัง คุณอยากตายด้วยวิธีไหน?

ก้าวย่างระหว่างห้องน้ำถึงห้องนอน 12 ก้าว ก้าวย่างระหว่างประตูบ้านถึงถนน 57 ก้าว ก้าวย่างระหว่างบ้านถึงหลุมฝังศพ 1977 ก้าว ก้าวย่างระหว่างการมีชีวิตถึงความตาย…ก้าว ? ก้าวย่างระหว่างนรกและสวรรค์…ก้าว? ก้าวย่างระหว่าง 0 ถึง 40

คงจะมีใครสักคนทำเช่นนั้นหรืออาจไม่มี…จ้องมองใบหน้าซึ่งหลับใหลอยู่เหนือไม้ค้ำ บนเพดานห้องแล้วเริ่มนับ หนึ่ง…สอง…สาม…สี่…กลางความเงียบ เสียงเข็มวินาทีกระดิก ติก…ติก…ติก…ห้า…หก…เจ็ด…แปด…ติก…ติก…ติก…เก้า…สิบ…สิบเอ็ด…สิบสอง…ติก…ติก…ติก…ติก…ติก…ติก…ติก…ติก…ติก……ติก……..สามสิบเจ็ด…สามสิบแปด…สามสิบเก้า…ติก…ติก…ติก…ติก…ติก…ติก…ติก…ติก…ติก…ติก…สี่สิบ

ก้าวย่างระหว่าง 0 ถึง 40…เป็นเพียงความฝันของอะตอม…

การเป็นสิ่งมีชีวิตไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตลอดทั้งจักรวาล มีสถานที่เพียงที่เดียวที่สามารถโอบอุ้มเราได้ แม้ว่ามันอาจไม่เต็มใจนัก มันเป็นดาวเล็กๆ ที่ไม่สำคัญนัก และเราเรียกมันว่าโลก

แต่โลกก็ไม่ใช่สถานที่ที่สิ่งมีชีวิตจะเกิดขึ้นได้ง่าย แม้จะเป็นที่เดียวที่เราจะเกิดขึ้นได้  บนผิวโลกเกือบทั้งหมดนั้น เป็นที่ที่ร้อนเกินไป หนาวเกินไป แห้งแล้งกันดารเกินไป ลาดชันหรือสูงเกินไปจนเราใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ แต่มันไม่ใช่ความผิดของโลกที่มันเป็นแบบนั้น มันเป็นความผิดของตัวมนุษย์เองที่ ในแง่ของการปรับตัวแล้ว มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ประเภทไร้ความสามารถจนน่าตกใจ เราก็เหมือนสัตว์ทั่วๆไป ไม่ได้ประเสริฐกว่าสัตว์ชนิดอื่นมากมายอะไรนัก เราไม่ชอบที่ที่ร้อนมาก เพราะเราจะอ่อนล้าและเพลียเป็นพิเศษถ้าอยู่ในที่ที่มีอากาศร้อน เหงื่อของเราจะไหลไม่หยุด และอาจจะเป็นลมได้ง่าย และหากเราเดินอยู่ในทะเลทราย เราจะร้อนจนเสียสติ และอาจจะเป็นลมล้มไปและอาจไม่ฟื้นตื่นขึ้นมาอีกเลย และหากเราต้องเจอกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น เราก็ดูแลตัวเองได้แย่พอกัน เราก็แค่สัตว์เลือดอุ่นชนิดหนึ่ง เพราะตัวเราไม่มีขนเราจึงเก็บความร้อนไว้ได้ไม่ดี

เราอาจถือกำเนิดมาจากความว่างเปล่า และจักรวาลของเราก็อาจมาจากความว่างเปล่าด้วย มันอาจฟังดูมืดมนไร้ขอบเขต ฉันอาจจะบอกคุณได้ว่า ไม่มีหรอกอวกาศและก็ไม่มีความมืดด้วย และเวลาก็ไม่เคยดำรงอยู่ด้วย มันจึงไม่เคยเกิดอดีต และจากจุดที่ไม่มีอะไรเลย จักรวาลของเราก็ขยายตัวและเริ่มขึ้น ชั่วขณะที่จักรวาลอันยิ่งใหญ่ขยายตัวนั้นมันรวดเร็วเกินกว่าที่จะสรรหาคำมาอธิบายได้ จากนั้นก็เกิดอวกาศที่อยู่นอกเหนือความรับรู้ขึ้น ชั่ววินาทีแรกซึ่งเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง (เป็นชั่วขณะวินาทีที่นักจักรวาลวิทยาจำนวนมากยอมสละชีวิตทั้งชีวิตเพื่อหาทางทำความเข้าใจอย่างละเอียดถ่องแท้) นั้น มันเกิดแรงโน้มถ่วงและแรงอื่นๆซึ่งเป็นต้นกำเนิดของศาสตร์ฟิสิกส์

ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีจักรวาลก็มีขนาดวัดตามขวางได้ถึงหนึ่งพันหกล้านล้านกิโลเมตร มันเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว และมีอุณหภูมิที่สูงหมื่นล้านองศา มากพอที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ซึ่งทำให้เกิดธาตุหลายธาตุ หลักๆ ก็คือ ไฮโดรเจนและฮีเลียม มีลิเทียมด้วยบ้างเล็กน้อย

ภายในชั่วเวลาสามนาที ร้อยละเก้าสิบแปดของสสารทั้งหมดที่มีอยู่ เราก็ได้จักรวาลขึ้นแล้ว มันเต็มไปด้วยสถานที่มหัศจรรย์อันน่าพึงใจ กว้างไกลเกินที่จะประมาณได้ ฉันจะบอกว่า กระบวนการในการเกิดจักรวาลขึ้นนั้นใช้ระยะเวลาสร้างนาน…อาจจะเท่าๆกับชั่วขณะในการทำแซนด์วิชหนึ่งชิ้น

ชั่วขณะที่ว่าเกิดขึ้นเมื่อไรนั้นยังเป็นเรื่องถกเถียงกันอยู่ นักจักรวาลวิทยายังโต้แย้งกันอยู่บ้างก็บอกว่า จักรวาลเกิดขึ้นเมื่อหมื่นล้านปีที่แล้ว หรืออาจมากกว่านั้นถึงสองเท่า แต่โดยส่วนใหญ่มักจะยึดตัวเลขที่ราวๆ 13.7 พันล้านปี แต่คุณรู้ไหม กว่าที่จะคำนวณหาเวลาออกมาได้ว่าเป็น 13.7 พันล้านนั้น มันก็ยากเย็นจนเป็นที่เลื่องลือ เท่าที่เราพอจะพูดกันได้เหมือนการพูดคุยกันเวลาเจอกันในตลาดสดตอนเช้าขณะไปจ่ายตลาดก็คือ ณ จุดใดจุดหนึ่งซึ่งเราไม่รู้ชัดในอดีตกาลอันไกลโพ้น และด้วยเหตุผลที่ไม่เป็นที่รู้แน่ชัดนัก ในชั่วขณะที่รู้กันในวงการวิทยาศาสตร์ว่ามันคือ t = 0 และเราต่างกำลังเดินไปสู่จุดนั้น

ส่วนใหญ่ของความรู้ที่ว่าด้วยช่วงต้นกำเนิดของจักรวาลที่เรารู้หรือคิดว่ารู้นั้น ล้วนเป็นหนี้แนวคิดที่เรียกว่า “ทฤษฎีการขยายตัว” ซึ่งพูดถึงขณะต่างๆ หลังจากการก่อกำเนิด จักรวาลนั้นขยายตัวอย่างฉับพลันและขยายใหญ่ขึ้นราวกับมันวิ่งหนีตัวเองจนใหญ่เป็นสองเท่าภายในเวลา 10-34 วินาที ซึ่งก็คือหนึ่งในล้านล้านล้านล้านล้านวินาที ทว่ามันเปลี่ยนจากจักรวาลเล็กๆที่ถือไว้ในมือได้ให้กลายมาเป็นสิ่งที่ใหญ่ขึ้นอย่างน้อย 10,000,000, 000,000, 000,000, 000,000 เท่า

ทฤษฎีการขยายตัวอธิบายการกระเพื่อมและกระแสการไหลที่ทำให้เกิดจักรวาลขึ้น หากไม่มีการขยายตัว ก็จะไม่มีวัตถุต่างๆเกิดขึ้น จะไม่มีดวงดาว แต่จะมีเพียงก๊าซล่องลอยและความมืดมิดชั่วนิรันดร์

สิ่งมหัศจรรย์ในมุมมองของเราๆก็คือ จักรวาลช่างเหมาะเจาะกับเราเสียเหลือเกิน คุณคิดดูสิ หากว่าจักรวาลก่อกำเนิดขึ้นในเวลาที่ผิดไปจากนี้หน่อยเดียว ถ้าแรงโน้มถ่วงมากหรือน้อยกว่านี้เพียงนิด และถ้าอัตราการขยายตัวเคลื่อนไปช้าหรือเร็วกว่านี้อีกเล็กน้อย มันอาจไม่เกิดธาตุที่สร้างตัวคุณและตัวฉัน อีกทั้งโลกที่เราอาศัยอยู่ หรือหากแรงโน้มถ่วงมากกว่านี้สักหน่อย จักรวาลก็จะยุบตัวลงคล้ายบอลลูนฟีบๆที่กำลังตกลงหรือเต็นท์ที่กางไม่ดียังไงยังงั้น ไร้สิ้นซึ่งคุณค่าในการสร้างมิติรวมไปถึงความหนาแน่นและองค์ประกอบต่างๆ และหากมันเบาไปกว่านี้ ก็จะไม่มีสิ่งไหนยึดเกาะกันได้

อาจจะมีจักรวาลอื่นๆ อีกมากซึ่งอาจจะมากเสียจนนับกันไม่หวาดไม่ไหว และในแต่ละจักรวาลก็มีคุณสมบัติเฉพาะตัวของมัน มีองค์ประกอบแตกต่างกันออกไป เราเพียงแค่อาศัยอยู่ในจักรวาลหนึ่ง ซึ่งมีความลงตัวและเหมาะควรทั้งยังอนุญาตให้เพียงเราเท่านั้นที่ดำรงอยู่ได้

เราไม่อาจรู้ได้ว่าอนาคตของจักรวาลจะเป็นไปเช่นไร ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างปกติราบเรียบเสียจนเราไม่มีเวลามานั่งคิดเรื่องยิ่งใหญ่เกี่ยวกับจักรวาลอะไรแบบนั้น เราใส่ใจแค่เพียงเฉพาะเรื่องของตัวเอง แต่ไม่เคยมองไกลออกไป เราอาจเคยมองการณ์ไกลหลายๆอย่าง แต่นั่นมันไกลแค่ว่า อนาคตเราจะมีผัวหรือเมียเป็นใคร รูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร แล้วจากนั้นหลายๆ คนก็เริ่มคิดว่า แล้วจะมีผัวหรือเมียสักกี่คน ตกลูกออกมาจำนวนเท่าไหร่ เราจะเจริญก้าวหน้าได้ถึงขีดสุดเพียงไหน ฯลฯ

คุณเคยคิดถึงอนาคตของตัวเองไหมว่ามันไปได้ไกลที่สุดแค่ไหน มันไม่ใช่แค่ความตายหรอก เพราะมันไม่ได้สิ้นสุดเท่านั้น อันที่จริงแล้ว ทุกอย่างมันอาจเป็นกลไกแบบหมุนวน อนาคตอาจไม่มีอยู่เลยก็ได้ แต่ถ้าจะพูดถึงอนาคตก็ต้องไล่ย้อนกลับไปนับอดีตตั้งแต่เราเกิดมา

นี่พวก! รู้ไหมว่า กว่าที่คุณจะมายืนทำบ้าๆ บอๆ อยู่ที่นี่ เผาเวลาไปวันๆ กับการมายืนดูอะไรไร้สาระนี่ ไม่ใช่แค่ว่าคุณหลุดออกจากช่องคลอดมารดาแล้วโตขึ้นหรอก ในตรรกะแบบเคมีแล้วมันซับซ้อนกว่านั้น กว่าจะเป็นคุณขึ้นมาได้อะตอมนับล้านๆตัวต้องรวมตัวกันด้วยบริบทใดๆ ก็แล้วแต่ และมันจะเป็นไปอย่างซับซ้อน อะตอมเหล่านั้นจะเริ่มเรียงตัวกันอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อจะสร้างสรรค์มันออกมาเป็นคุณ และเฉพาะชีวิตแบบคุณเท่านั้นด้วย (โทษทีเถอะ – หากว่าคุณเป็นมนุษย์เลวสถุลแล้วละก็ อะตอมพวกนั้นมันคงรวมตัวและเรียงตัวกันแบบบัดซบๆ นะ คุณเห็นด้วยไหม หรือหากคุณเป็นคนยอกย้อน มันคงเรียงตัวกันแบบซับซ้อนเอาการ) เอาละๆ คุณกำลังสูญเวลาอยู่นะ แม้ว่าคุณจะพอใจกับกิจกรรมนี้ก็ตาม แต่คุณก็มีเวลาหายใจอยู่บนโลกนี้เฉลี่ยแล้วแค่ 650,000 ชั่วโมงเท่านั้น ถึงจุดหนึ่งบรรดาอะตอมที่ก่อตัวขึ้นเป็นคุณก็คงแยกย้ายกันไปทางใครทางมัน ไปเจอและรวมตัวกับอะตอมอื่น เพื่อก่อรูปและเรียงตัวเป็นชีวิตใหม่ต่อไป

ไม่ว่าชีวิตจะเป็นอะไรก็ตาม แต่ในมุมมองของเคมีแล้ว ชีวิตช่างเป็นสิ่งธรรมดา ที่น่าตื่นตะลึง แค่คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจนและไนโตรเจน แคลเซียมอีกนิดหน่อย กำมะถันเพียงหยิบมือหนึ่งกับผงฝุ่นบางๆ ของธาตุธรรมดาๆ อีกเล็กน้อย ทั้งหมดเหล่านี้เป็นของที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป แต่ความมหัศจรรย์ของมันก็คือ เมื่อมันผสมเข้ากันแล้ว มันจะไม่ใช่ของเหลวเละๆ หรือสารระเหย ทว่ามันสามารถผลสมแล้วออกมาเป็นฉัน ฉันที่กำลังหายใจอยู่ตอนนี้ เดินไปมาอยู่บนโลกใบนี้ หัวเราะและร้องไห้ได้ มีความรัก มีเซ็กซ์ และสืบพันธุ์ได้ ตรรกะแบบเคมีกับชีววิทยา มันออกจะขัดแย้งไปในทางเดียวกันอย่างประหลาดนัก ถ้าคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจนและไนโตรเจน แคลเซียมอีกนิดหน่อย กำมะถันเพียงหยิบมือหนึ่ง กับผงฝุ่นบางๆ ของธาตุธรรมดาๆ อีกเล็กน้อยจะผสมเข้ากันอยู่ในมดลูกของฉัน แล้วจากนั้นฉันก็จะเบ่งสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวกันออกมาอาศัยอยู่บนโลกนี้…

แต่หลังจากที่คุณตายไปแล้ว อะตอมที่รวมกันเป็นคุณก็จะแยกย้ายกันไปรวมตัวกับอะตอมอื่น เป็นสิ่งอื่นอีกต่อไป อะตอมนั้นมีคุณสมบัติทนทานอย่างน่าอัศจรรย์ เพราะมันมีอายุยืนยาวมาก มันผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ อะตอมที่เป็นคุณอาจผ่านการเป็นดาวฤกษ์มาหลายดวงและนับล้านครั้ง และเพราะความตายของเรา อะตอมมากมายจึงได้หวนกลับไปและรีไซเคิลตัวเองใหม่ จะว่าไปแล้วอะตอมของใครบางคนในอดีตอาจจะก่อร่างเป็นจีซัสมาแล้ว อาจจะเป็นอริสโตเติ้ลหรือใครต่อใครในประวัติศาสตร์อันเก่าแก่โบราณ อย่าฝันไปว่าคุณจะมีอะตอมของจอห์น เลนนอนอยู่ในตัวเชียว แม้ว่าคุณจะอยากให้มันเป็นเช่นนั้นสักเพียงไรก็ตาม เพราะระยะเวลามันไม่เก่าแก่และโบราณพอ เนื่องจากอะตอมต้องใช้เวลาหลายทศวรรษเพื่อแพร่กระจายตัว

และดังนี้เอง เราจึงกลับชาติมาเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เวียนว่ายตายเกิดรอบแล้วรอบเล่า แม้ว่าจะไม่ได้เกิดใหม่เป็นเราเต็มๆ ทั้งตัว เพราะเมื่อเราตายอะตอมก็จะกระจายตัวออกไป อาจจะเป็นใบไม้ หรือสัตว์หรือมนุษย์คนอื่นๆ

ฉันเถลไถลมาไกลเกินไปแล้ว สองสามย่อหน้าก่อนนี้ ฉันกำลังพูดถึงเรื่องอนาคต หากในวันหนึ่งข้างหน้าแรงโน้มถ่วงของจักรวาลเพิ่มมากขึ้นและทำให้มันเกิดหยุดการขยายตัว ดึงมันให้ยุบกลับลงมาเหมือนบอลลูนที่ถูกดูดลมออก และจากนั้นมันก็บดขยี้ตัวเองกลับสู่จุดซิกูราลิตี และเป็นไปได้ว่ามันอาจสร้างกระบวนการทั้งหมดใหม่อีกครั้ง (ชั่วเวลาในการทำแซนด์วิชชิ้นที่สอง) หรือกลับกัน หากแรงโน้มถ่วงอ่อนแรงลง จนทำให้จักรวาลขยายตัวออกไปไม่สิ้นสุดจนทุกสิ่งทุกอย่างห่างไกลออกจากกัน วัตถุต่างๆ ไม่มีปฏิกิริยาต่อกัน และที่สุดแล้วจักรวาลก็จะกลายเป็นสถานที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่เฉื่อยและไร้สิ้นชีวิต

แล้วจะเกิดอะไรถ้าเราเดินทางไปสุดขอบจักรวาล แล้วยื่นหัวออกไปนอกขอบนั้น เราจะพบกับอะไรข้างนอกนั้น แต่ความเป็นจริงก็คือ เราไม่มีทางไปถึงขอบจักรวาลได้ ไม่ใช่เพราะว่ามันไกลเกินไป (แต่อันที่จริงมันก็ไกลจริงๆเสียด้วย) เหตุผลหลักก็คือ แม้เราจะเดินทางไปเรื่อยๆ เป็นเส้นตรงไม่มีวันหยุด เราก็ไม่อาจไปถึงขอบจักรวาลได้ เพราะสุดท้ายแล้วการเดินทางนั้นก็จะพาเราย้อนกลับมาที่เดิมเสียทุกครั้งไป เพราะจักรวาลนั้นบิดโค้งตัวในลักษณะที่เราไม่อาจจินตนาการถึงได้ และไอน์สไตน์ได้บอกเกี่ยวกับการบิดตัวนี้ไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพ

เราไม่ได้ล่องลอยอยู่ในฟองสบู่ลูกใหญ่ที่ขยายตัวออกไม่สิ้นสุด แต่อวกาศนั้นโค้งในลักษณะที่ทำให้มันไร้ขอบเขต ทว่ามีความจำกัด  สุริยะจักรวาลและแกแล็กซีไม่ได้ขยายตัว เช่นกัน อวกาศเองก็ไม่ได้ขยายตัว มันแค่แยกห่างออกจากกันแต่ว่าจะเป็นในลักษณะไหนนั่นละที่มันท้าทายความหยังรู้ของเรานัก

J.B.S. Haldane เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า จักรวาลนั้นไม่เพียงแต่แปลกประหลาดกว่าที่เราเคยตั้งสมมติฐาน แต่มันแปลกประหลาดเกินกว่าที่เราจะสามารถตั้งสมมติฐานถึงมันด้วยซ้ำไป

เมื่อจักรวาลนั้นแปลกประหลาดเกินกว่าที่เราจะตั้งสมมติฐานและสูญเวลาคิดถึงมัน นักวิทยาศาสตร์จึงหันมาตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับสิ่งที่เล็กลงกว่าจักรวาลชนิดเป็นเพียงผงฝุ่นขี้ปะติ๋วบ้าง ผงฝุ่นที่ว่านี้เค้าเรียกกันว่าโลก

คริสต์ศตวรรษที่ 18 ผู้คนหมกมุ่นอยู่กับความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะทำความเข้าใจโลก อยากรู้ว่าโลกอายุเท่าไหร่ หนักเท่าใด แขวนห้อยอยู่ส่วนไหนในอวกาศ กระบวนการการทำความเข้าใจนี้เริ่มโดย นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่ง พวกเขาพยายามคำนวณหาเส้นรอบวงของโลก แต่พวกเขาก็ทำผิดพลาดไปเสียทั้งหมด พวกเขาทำไงรู้ไหมคุณ พวกเขาใช้วิธีการเดินทางครึ่งโลก โดยเริ่มต้นกันที่เทือกเขาแอนดิส เพื่อวัดขนาดของโลก!!!

ว่ากันว่าเหล่านักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 18 โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศส ที่มักไม่ยอมทำอะไรหรือทดลองอะไรด้วยวิธีการง่ายๆ หากว่ามันมีวิธีการหรือทางเลือกอื่นที่ดูบ้าๆ บอๆ เขาจะตัดสินใจเลือกทางนั้นทันที โดยแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด

มีคนพยายามวัดขนาดของโลกมาแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ ความพยายามครั้งแรกๆ ที่เกิดขึ้นใน ศตวรรษที่ 17 โดยนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษชื่อ Richard Norwood ผู้เคยมีชีวิตและผลงานยิ่งใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1630 แต่ต้องใช้ชีวิตบั้นปลายไปกับการแก้ข้อกล่าวหาว่าการศึกษาเรื่องตรีโกณซึ่งมีสัญลักษณ์ที่ไม่มีใครรู้จักว่าเป็นการติดต่อสื่อสารกับปีศาจ ตัว Norwood นั้นไม่อาจรู้ได้เลยว่าเขาต้องมาประสบกับชีวิตไร้สุขเช่นนั้น และมันเป็นผลให้เขาต้องถูกประหารชีวิตอย่างน่าสยดสยอง

อันที่จริงแล้ว ความพยายามที่จะวัดขนาดของโลกในยุคแรกๆนั้น มีครั้งหนึ่งที่อาจกล่าวได้ว่ามันแทบไม่เป็นวิทยาศาสตร์ มันเกิดขึ้นโดยชายที่ชื่อ จอร์จส์-หลุยส์ เอลเคลิร์ก กอมต์ เดอ บูฟอง

ในทศวรรษที่ 1770 นั้นรู้กันมานานแล้วว่าโลกแผ่รังสีความร้อนออกมามาก แต่ก็ไม่สามารถหาวิธีการประมาณค่าการแผ่รังสีความร้อนนั้นออกมาได้ การทดลองของบูฟองก็คือ การให้ความร้อนกับลูกเหล็กกลมจนเกิดการเรืองแสงจนมีสีขาวสว่างจ้า แล้วประมาณความร้อนนั้นจากการสูญเสียไปขณะที่มันเย็นตัวลง จากการทดลองนี้เขาประมาณอายุของโลกไว้ว่าน่าจะอยู่ระหว่าง 75,000 ปี ถึง 168,000 ปี และมันเป็นการประมาณอายุของโลกที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังถือว่าเป็นแนวคิดนอกรีตที่ให้ตัวเลขมากเกินไป บูฟองจึงถูกขู่ว่าจะถูกขับออกจากศาสนาหากเขาเผยแพร่ความคิดนี้ เขาคงเชี่ยวชาญเรื่องจิตวิทยามนุษย์ด้วย เลยออกมากล่าวขอโทษทันทีกับความนอกรีตไร้ความคิดของตัวเอง แต่ก็ยังไม่วายเขียนเรื่องเหล่านี้ซ้ำๆอย่างเมามันในงานเขียนชิ้นต่อๆมาของตัวเอง

การวัดขนาดของโลกนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากนอร์วูดก็คือ ฌอง ปิการ์ด ตามมาด้วย สองพ่อลูก โจวานีและจาคส์ แคสซินี โบกูร์และลา กองดามายน์ แมสเคลลิน  เฮนรี คาเวนดิช ฯลฯ และเมื่อถึงปลายศตวรรษที่ 18 นักวิทยาศาสตร์จึงรู้แน่ชัดถึงรูปร่างและมิติของโลก รวมทั้งระยะทางจากดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์อื่นๆ และการวัดน้ำหนักของโลกสำเร็จโดยคาเวนดิช ซึ่งไม่ได้ออกจากบ้านเลยตั้งแต่เขาเริ่มเอาจริงเอาจังกับการค้นคว้านี้

คุณคงคิดว่า เมื่อนักวิทยาศาสตร์วัดน้ำหนักของโลกสำเร็จ สิ่งต่อไปที่มนุษย์จะทำก็คือการคำนวณหาอายุของโลก เปล่าเลย! พวกมนุษย์กลับไปคิดเรื่องแยกอะตอม ผลิตวิทยุ โทรทัศน์ ทำกาแฟสำเร็จรูป ฯลฯ เขาทำเรื่องพวกนี้ ก่อนที่จะคำนวณหาอายุของดาวตัวเอง

การจะรู้เรื่องของโลก ก่อนอื่นต้องรู้เรื่องธรณีวิทยาก่อน ซึ่งมันอาจจะเป็นเรื่องที่จินตนาการยากสักนิดสำหรับสัตว์ที่กินทั้งเนื้อและพืชอย่างเราๆ ที่วันๆ ไม่ทำห่าอะไรนอกจากคิดถึงแต่เรื่องอนาคต และสร้างเรื่องทะเลาะกันเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง แต่จะบอกให้รู้แจ้งว่า เรื่องธรณีวิทยานั้นทำให้เวลาในช่วงศตวรรษที่ 19 นั้นคึกคักและเต็มไปด้วยเรื่องตื่นเต้นชนิดที่ไม่เคยวิทยาศาสตร์แขนงไหนทำได้เลยทั้งในอดีตและอนาคต

แต่เดิมนั้นประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยานั้นแบ่งออกเป็นสี่ยุค คือ ยุคไพมารี  เซกันดารี เทอร์เชียรี และควอเตอร์นารี แต่เนื่องด้วยระบบต่างๆ ของธรณีวิทยามันค่อนข้างละเอียดมากจนต้องแบ่งยุคเพิ่มเข้าไปอีก (เป็นความสับสนและวุ่นวายไม่รู้จบของพวกมนุษย์) เชื่อกันว่าเมื่อแบ่งยุค หาชั้นหิน คำนวณอายุโครงกระดูกไดโนเสาร์ได้ ก็น่าจะหาอายุของโลกได้ ความพยายามอันโด่งดั่งที่สุดเกิดในปี 1650 เมื่ออาร์คบิช็อปเจมส์ อุสเชอร์ แห่งศาสนจักรไอแลนด์ ศึกษาคัมภีร์ไบเบิลและข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์และสรุปไว้ในหนังสือชื่อ Annals of the Old Testament ว่าโลกถือกำเนิดขึ้นในตอนกลางวันของวันที่ 23 ตุลาคม 4004 ปีก่อนคริสตศักราช เป็นคำประกาศที่ก่อให้เกิดความตื่นเต้นกับนักวิทยาศาสตร์ ในสมัยนั้นเป็นจำนวนมาก

ริชาร์ด ฟายน์แมน เคยเขียนไว้ว่า การค้นพบอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือแหล่งกำเนิดพลังงานในดวงดาวต่างๆ ที่ทำให้มันยังเผาไหม้อยู่ต่อไป…

ชายคนหนึ่งออกไปกับคู่รักของเขาในค่ำคืนหนึ่ง แล้วจู่ๆหญิงสาวก็พูดขึ้น “ดูสิ ดาวส่องแสงระยิบระยับสวยงามมาก” เขาตอบว่า “ใช่…และในตอนนี้ผมก็เป็นคนเดียวในโลกที่รู้ว่าทำไมมันส่องแสงได้” ในตอนนั้นเธอเพียงแค่หัวเราเขา และเธอเองก็ไม่ได้ประทับใจการมาออกเดทกับชายคนเดียวที่ที่รู้ว่าทำไมดาวถึงส่องแสง

การรู้ว่าทำไมดาวถึงส่องแสงได้ มันเศร้า..โดดเดี่ยว แต่มันก็คือวิถีของชีวิต

จู่ๆ ฉันก็ตระหนักถึงความว่างเปล่า ขณะที่กำลังรัวนิ้วบนแป้นคีย์บอร์ดนี้ ฉันก็คิดถึงความตายของตัวเองขึ้นมา รู้สึกเหนื่อยล้ากับการมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องการคำตอบใดๆในสารัตถะของชีวิตอีกแล้ว ความตายนั้นง่ายแต่ก็ยาก ฉันไม่ได้เตรียมตัวตายอย่างมีสติ ทำไมต้องมีสติด้วยเล่า ก็ไม่ได้วาดภาพไว้อยู่แล้วนี่ว่าจะนรกหรือสวรรค์ อย่างไรก็ตายอยู่ดี ตายอย่างโดดเดี่ยว ตายอย่างปราศจากรัก หรือตายตาหลับอย่างอบอุ่น ยังไงก็ตายอยู่ดี

คุณชอบความตายไหม? ฉันมักจะคิดถึงมันอยู่ตลอดเวลา เสมือนว่าคิดถึงใบหน้าและสัมผัสจากคนรัก ความตายที่ทำให้หัวใจของฉันเต้นแรงคือความตายในความฝัน เพราะมันเสมือนจริง ราวกาลเวลาหยุดนิ่ง มันทำให้โลหิตสูบฉีด และไม่อยากตื่นขึ้นมาอีก แต่…ฉันเกลียดความตายของผู้อื่น ความตายในหน้าหนังสือพิมพ์ ความตายในทีวี ความตายบนอินเทอร์เน็ต ความตายที่มากับเสียงทางคลื่นโทรศัพท์

หลุมดำและการบิดงอของเวลา

คุณรู้จักหลุมดำไหม? ฉันคิดว่ามันคือสิ่งประหลาดพิสดารที่สุดสิ่งหนึ่งเท่าที่ฉันเคยตระหนักมา ความเป็นมาของหลุมดำนั้น มันซับซ้อนและลึกลับดำมืดเหมือนกับชื่อของมัน

พวกนักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์มักจะเอ่ยอะไรที่เขาบอกว่าฟังดูเข้าใจง่าย (แต่จริงๆแล้วมันง่ายกว่านั้นมาก ถ้าฉันจะบอกว่า อย่าเสียเวลาทำความเข้าใจเลย เพราะบางครั้งนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ก็ประสาทแดกใช่ย่อย ที่พยายามจะอธิบายเรื่องดาราศาสตร์แล้วบอกให้ผู้คนทำความเข้าใจกับมัน ราวกับว่ามันเป็นเหมือนเรื่องการทำครัว หรือการปฐมพยาบาลขั้นต้นเมื่อเราโดนมีดปอกผลไม้บาด) เกี่ยวกับมันว่า…มันเป็นหลุมดำในอวกาศที่มีขอบเขตจำกัด ซึ่งสิ่งต่างๆ อาจตกลงไปได้ แต่จะไม่มีสิ่งใดหลุดรอดออกมาได้เลย มันเป็นหลุมที่มีความเข้มข้นของแรงโน้มถ่วงสูงมาก แม้กระทั่งแสงก็ยังถูกจับไว้และอยู่ในเงื้อมมือของมัน มันคือหลุมที่สามารถโค้งอวกาศและบิดงอเวลาได้

พูดๆ ไปแล้ว ฟังดูราวกับว่าหลุมดำน่าจะอยู่ในนิยายวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกับตัวขับปะในนิยายญี่ปุ่น หรือสัตว์ประหลาดมหัศจรรย์ในนิยายของ เจ.เค. โรวลิง เสียมากกว่าที่จะอยู่ในโลกของความเป็นจริง

โดยทางทฤษฎี หลุมดำนั้นเกิดจากดาวฤกษ์ที่ตายแล้ว ความตายของดาวฤกษ์ซึ่งไม่อาจต้านทานแรงดึงดูดของแรงโน้มถ่วงได้ มันเลยยุบตัวลงด้วยตัวของมันเอง และหลังจากที่มันยุบตัวจนกลายเป็นหลุมดำแล้ว มันอาจกลายเป็นไอ และค่อยๆระเหย แล้วทำลายตัวมันเองด้วยการระเบิดที่ใหญ่มาก การระเบิดนี้จะเปลี่ยนมวลให้เป็นพลังงาน ซึ่งมีอำนาจสูงเป็นล้านล้านเท่าของระเบิดนิวเคลียร์

(วัตถุขนาดใหญ่ เช่น มนุษย์ ดาวฤกษ์ และหลุมดำถูกควบคุมโดยกฎฟิสิกส์ยุคเก่า เช่น ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ ในทางตรงกันข้าม วัตถุขนาดเล็กเช่นอะตอม โมเลกุล และหลุมดำที่มีขนาดเล็กกว่าอะตอมจะเป็นไปตามกฎของฟิสิกส์ควอนตัม ซึ่งทั้งสองกรณีนับว่าต่างกันมาก เพราะกฎฟิสิกส์ยุคเก่าไม่คิดว่าหลุมดำขนาดปกติจะระเหย หดตัวแล้วระเบิดทำลายตัวมันเอง  แต่ทฤษฎีควอนตัมกลับตรงกันข้าม)

มีหลุมดำเพียง 2-3 ลักษณะเท่านั้นที่เพิ่งจะอนุมานได้จากกฎของไอน์สไตน์ และชื่อหลุมดำก็ยังไม่มีใครตั้งขึ้นมาในตอนนั้น แต่จะเรียกกันว่า “ภาวะเอกฐานชวาร์ซไชลด์” อย่างไรก็ดี เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า อะไรก็ตามที่ตกลงไปในหลุมดำจะไม่มีวันหลุดออกมาได้ และจะไม่สามารถส่องแสงหรือสิ่งอื่นใดออกมาได้เลย และประเด็นนี้ก็พอเพียงที่จะทำให้ไอน์สไตน์และนักฟิสิกส์ทุกคนในยุคของเขาคิดว่าหลุมดำนั้นเป็นวัตถุประหลาดที่ไม่อาจยอมรับได้ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมจะไม่มีอยู่จริงในเอกภพ จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม กฎฟิสิกส์จะต้องปกป้องเอกภพไว้จากตัวประหลาดเช่นนั้น

เรื่องของหลุมดำนั้น อยู่ไกลตัวเราออกไปมาก มันไกลเสียจนไม่สามารถอธิบายความมีอยู่ของมันได้ เพราะหลุมดำไม่ใช่สิ่งของที่เราจะมองเห็นหรือจับต้องได้ วิธีการที่ดูดีที่สุดในการที่จะทำให้เราได้รู้เรื่องราวของมันก็คือ ไขว่คว้าหาจากการอ่าน ทว่า ต่อให้คุณอ่านหรือศึกษามันเท่าไร คุณก็จะยิ่งรู้สึกว่ามันห่างไกลความเป็นจริงมากเกินกว่าที่เราจะได้สัมผัสมัน มันดูเป็นแค่ทฤษฎีเพ้อเจ้อของนักวิทยาศาสตร์เท่านั้นเอง แม้ว่าจะได้รับการยืนยันตามกฎของทฤษฎีฟิสิกส์แล้วว่ามันมีอยู่จริง สิ่งหนึ่งที่ฉันอยากจะบอก ฉันคิดว่ามีหลายสิบล้านคนที่ตายไปโดยไม่เคยรู้หรือเข้าใจถึงสิ่งที่ถูกเรียกว่าหลุมดำนี้เลย และอาจมีเป็นล้านคนที่เกิดมาและตายไปโดยที่ไม่เคยได้ยินคำว่าหลุมดำเลย ในชีวิตของเขาเหล่านั้น อาจจะรู้จักคำว่าหลุม หลุมดิน หลุมรัก หลุมบ่อ ฯลฯ แต่เป็นไปได้อย่างยิ่งว่า เขาไม่รู้เรื่องหลุมดำ

สิ่งที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้มันเกี่ยวเนื่องกับพวกคุณอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มันสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตัวคุณราวลมหายใจเข้าออก อ้อ แต่บอกไว้ก่อนนะ มันไม่ได้เกิดจาก enlightenment ของฉัน ทว่ามันเกิดโดยผ่านการอ่านมาอีกที แล้วถ้าฉันไม่ทำงานชิ้นนี้ และคุณไม่เผลอมาอ่านมันเข้า คุณจะรู้ไหม?

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตเราและผู้อื่นล้วนสัมพันธ์กัน แม้ว่าต้นเหตุแห่งการอุบัติขึ้นและสัมพันธ์นั้นอาจดับสูญไปแล้วก็ตาม

…บนเกาะมเลดินาในทะเลตะวันออกอันไกลโพ้น (โปรดจินตนาการถึงมันเท่าที่คุณจะทำได้ถึงความไกลของมัน) บนเกาะนั้นมีสิ่งมีชีวิตสปีซีส์เดียวกับเราอาศัยอยู่ การดำรงชีวิตของเรากับของเขาคงต่างกันลิบลับเชียวแหละคุณ เพราะอย่างน้อยฉันเชื่อว่า คนที่นั่นเขาคงไม่ฟัง iPod กันหรอก จะว่าไปแล้วบนเกาะนั้นก็คงไม่ได้มีอะไรต่างไปจากเกาะอื่นๆ ถ้าเพียงแต่มันจะไม่มีประเพณีและข้อห้ามประหลาดๆอันหนึ่ง ที่เค้าเล่าว่า (เค้าในที่นี้มีตัวตนอยู่จริง ชื่อของเขาคือ Kip S. Thorne) ทุกเดือนมิถุนายน ในวันที่ยาวนานที่สุดของปี ผู้ชายชาวมเลดินาทุกคนจะต้องออกเดินทางด้วยเรือขนาดมหึมาลำหนึ่ง ไปยังเกาะศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่ไกลโพ้นชื่อเซโรนา เพื่อสนทนากับคางคกยักษ์ตัวหนึ่ง ตลอดคืนอันยาวนานคางคกตัวนั้นจะทำให้พวกเขาหลงใหลไปกับเรื่องเล่าอันน่าพิศวง พอวันรุ่งขึ้นมาถึงชายชาวมเลดินาเหล่านั้นก็จะเดินทางกลับด้วยแรงบัลดาลใจเต็มเปี่ยมไปตลอด 1 ปี

และเฉกเช่นเดียวกัน ทุกเดือนธันวาคม ในคืนที่ยาวนานที่สุดของปี ผู้หญิงชาวมเลดินาก็จะเดินทางด้วยเรือไปยังเกาะเซโรนา เพื่อสนทนากับคางคกยักษ์ตัวเดียวกันตลอดหนึ่งวัน แล้วเดินทางกลับในคืนต่อมาด้วยความเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบัลดาลใจในชีวิตจากทรรศนะของคางคกยักษ์

ทว่ามีข้อห้ามที่เข้มงวดไม่ให้หญิงชาวมเลดินาเล่าเรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับการเดินทางไปเกาะเซโรนาและเรื่องราวใดๆที่รับรู้รับฟังจากคางคกยักษ์ให้ผู้ชายชาวมเลดินาฟัง เช่นกัน ชายชาวมเลดินาก็ถูกบังคับด้วยข้อห้ามเดี่ยวกันนี้ เรื่องที่ฟังมาจากคางคกศักดิ์สิทธิ์นั้นถูกเก็บเป็นความลับเฉพาะในหมู่หญิงและชายด้วยกันเองทั้งนั้น (ข้อสงสัยหนึ่งของพวกนอกรีตเช่นฉันก็คือ ข้อห้ามดังกล่าวนี้ครอบคลุมชาวเกาะที่มีอัตลักษณ์ข้ามเพศ หรือพวก queer ด้วยหรือไม่ และเช่นนั้นแล้ว คนกลุ่มที่สามเหล่านี้จะออกเดินทางไปยังเกาะเซโรนาในกลางวันหรือกลางคืน ?)

กระทั่งในฤดูร้อนปี 1905 หนุ่มมเลดินาผู้ลุ่มลึกชื่ออัลเบิร์ต (ฉันกำลังสงสัยว่าเขาเป็นพวกนอกรีตหรือเปล่า) ได้เปิดเผยบางอย่างแก่หญิงชายชาวมเลดินาได้รับทราบ สิ่งนั้นไม่ถือเป็นความลับสำหรับเขา เพราะมันเป็นแค่แผนที่ศักดิ์สิทธิ์ 2 แผ่น แผ่นหนึ่งเขียนขึ้นโดยนักบวชสตรีชาวมเลดินา แผนที่นั้นแสดงเส้นทางการเดินเรือกลางฤดูหนาวของสตรีมเลดินาไปยังเกาะเซโรนา ส่วนอีกแผ่นเขียนขึ้นโดยนักบวชชายชาวมเลดินา แสดงเส้นทางการเดินเรือในฤดูร้อนของชายชาวมเลดินาไปยังเกาะเซโรนา แผนที่ทั้งสองแผ่นทำให้ชาวมเลดินาต้องตกตะลึง เพราะแผ่นที่สองฉบับแสดงให้เห็นตำแหน่งที่คลาดเคลื่อนกันของเกาะเซโรนา หญิงชาวมเลดินาเดินเรือไปทางตะวันออก 210 ไมล์ทะเล และขึ้นไปทางเหนืออีก 100 ไมล์ทะเล ขณะที่พวกผู้ชาย แล่นเรือไปยังทิศตะวันออก 164.5 ไมล์ทะเล แล้วขึ้นไปทางเหนืออีก 164.5 ไมล์ทะเล เป็นไปได้อย่างไรกัน!

ชาวมเลดินาจัดการกับความอับอายของพวกเขาด้วยการแสร้งบอกว่าแผนที่ทั้งสองนั้นเป็นแผนที่ปลอม อย่างไรก็ดี มีนักปราชญ์ชราชาวมเลดินาคนหนึ่งชื่อเฮอร์มานน์เชื่อว่าแผนที่นั้นเป็นต้นฉบับจริง เป็นเวลาสามปีที่เขาพยายามทำความเข้าใจในความลับของแผนที่ทั้งสอง จนในที่สุด วันหนึ่งของฤดูใบไม้ร่วงปี 1908 เขาก็ค้นพบความจริงว่า หญิงชายชาวมเลดินานั้นใช้เครื่องมือนำทางไปยังเกาะเซโรนาต่างชนิดกัน ผู้ชายนั้นใช้เข็มทิศแม่เหล็กเป็นเครื่องนำทาง ส่วนผู้หญิงนั้นใช้ดาวเหนือนำทาง วิธีการทั้งสองทำให้องศาในการเดินทางต่างกัน 20 องศา

ประวัติศาสตร์นี้ไม่ได้บันทึกว่า ชาวมเลดินาตอบสนองการค้นพบนี้เช่นไร

ฉันสงสัยว่า ประเพณีและวัฒนธรรมการเดินทางไปพบกับคางคกศักดิ์สิทธิ์ยังเกาะเซโรนาเพื่อเสริมแรงบัลดาลใจทุกปีของหญิงชายชาวมเลดินาเหล่านั้น ยังคงดำเนินต่อมากระทั่งทุกวันนี้หรือไม่

คุณคิดว่าคางคกยักษ์ตัวนั้นปาฐกถาเรื่องอะไรให้หญิงชายเหล่านั้นฟัง?

ลืมเรื่องปาฐกถาของคางคกศักดิ์สิทธิ์นั่นเสียเถิด ในจักรวาลอันเวิ้งว้างว่างเปล่านี้มีอะไรหลายอย่างอีกมากมายนักที่เราไม่รู้ การรับรู้เรื่องโลกและจักรวาลมากเกินไปมันกลับทำให้เรารู้สึกถึงความเปล่ากลวงทั้งหมดทั้งมวลเกินกว่าที่เราจะรับรู้ถึงมันได้ มันทำให้เรารู้สึกเล็กจ้อยยิ่งไปกว่าผงฝุ่น เล็กเสียยิ่งกว่าที่ Carl Sagan นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์บอกว่าโลกของเราก็เป็นเพียงจุดสีฟ้าจางๆ จุดหนึ่งในจักรวาลนี้…

…But for us, it’s diferent. Considering at that dot. That’s here. That’s home. That’s us. On it everyone you love, everyone you know, everyone you ever heard of, every human being who ever was, lived out their lives. The aggregate of our joy and suffering, thousands of confident religions, ideologies, and economic doctrines, every hunter and forager, every hero and coward, every creator and destroyer of civilization, every king and peasant, every young couple in love, every mother and father, hopeful child, inventor and explorer, every teacher of morals, every corrupt politician, every “superstar,” every “supreme leader,” every saint and sinner in the history of our species lived there-on a mote of dust suspended in a sunbeam.

The Earth is a very small stage in a vast cosmic arena. Think of the rivers of blood spilled by all those generals and emperors so that, in glory and triumph, they could become the momentary masters of a fraction of a dot. Think of the endless cruelties visited by the inhabitants of one corner of this pixel on the scarcely distinguishable inhabitants of some other corner, how frequent their misunderstandings, how eager they are to kill one another, how fervent their hatreds.

Our posturings, our imagined self-importance, the delusion that we have some privileged position in the Universe, are challenged by this point of pale light. Our planet is a lonely speck in the great enveloping cosmic dark. In our obscurity, in all this vastness, there is no hint that help will come from elsewhere to save us from ourselves.

The Earth is the only world known so far to harbor life. There is nowhere else, at least in the near future, to which our species could migrate. Visit, yes. Settle, not yet. Like it or not, for the moment the Earth is where we make our stand.

It has been said that astronomy is a humbling and character-building experience. There is perhaps no better demonstration of the folly of human conceits than this distant image of our tiny world. To me, it underscores our responsibility to deal more kindly with one another, and to preserve and cherish the pale blue dot, the only home we’ve ever known.

การรับรู้เรื่องโลกและจักรวาลมากเกินไป อาจทำให้คุณอ้างว้างว่างเปล่าเสียยิ่งกว่าความรู้สึกของหิ่งห้อยแปลกเปลี่ยวตัวเดียวในกาแล็กซี (ที่ยังไม่มีนักดาราศาสตร์คนใดค้นพบ) ซึ่งกรีดปีกตามหาแสงสว่างที่ตัวเองทำหาย.

อีเธอร์

ความเร็วของแสงนั้นคงที่และสูงสุด ไม่มีอะไรเอาชนะมันได้ มันนำเอาแสงสว่างแห่งความเข้าใจในธรรมชาติของจักรวาลมาสู่เรา พร้อมกันนั้นมันยังแก้ปัญหาเรื่องอีเธอร์ในจักรวาล โดยประกาศชัดว่ามันไม่มีอยู่จริง ไอน์สไตน์ได้มอบจักรวาลที่ปลอดอีเธอร์ให้แก่เรา

คุณคงรู้จักสมการกระฉ่อนโลก E=mc2 ของไอน์สไตน์ สมการอันโด่งดังนี้เป็นผลงานลำดับ 5 ที่ไอน์สไตน์นำเสนอในปีมหัศจรรย์ (Miraculous Year) ของเขา คือปี พ.ศ. 2448 โดยเขาส่งเอกสารเพียง 3 หน้าให้แก่วารสารเยอรมัน Annalen der Physik ถือเป็นผลงานที่เรียกว่าเสริมให้ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (Special relativity theory) ซึ่งมีความสวยงามให้กลายเป็นผลงานที่รู้จักกันทั่วโลก

ทำความเข้าใจทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษกันคร่าวๆ ในฐานะที่สมการ E=mc2 เป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎี

30 มิ.ย.ผลงานของไอน์สไตน์ในหัวข้อ “พลศาสตร์ไฟฟ้าของวัตถุที่เคลื่อนที่” (On the Electrodynamics of Moving Bodies) หรือชื่อในภาษาเยอรมันคือ Zur Elektrodynamik bewegter Korper วางอยู่บนโต๊ะของสำนักพิมพ์ “อันนาเลน แดร์ ฟิสิค” เอกสารความยาว 30 หน้าของเขาช่วยชำระความเข้าใจทั้งหมดเกี่ยวกับอวกาศ (space) และเวลา (time) ของนักฟิสิกส์ใหม่

ประมาณ 200 ปีก่อนที่ไอน์สไตน์จะให้กำเนิดทฤษฎีสัมพัทธภาพ โลกของนักฟิสิกส์ตั้งอยู่บนกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน (Newton’s law of motion) และทฤษฎีปรากฏการณ์ทางไฟฟ้าและแม่เหล็กของ เจมส์ คลาร์ก แมกซ์เวล (James Clerk Maxwell)

กฎการเคลื่อนที่ของนิวตันใช้ได้ดีกับเหตุการณ์ที่มีความเร็วในระดับที่เราพบเห็น ในชีวิตประจำวัน แต่ไม่สามารถใช้ได้เมื่อสิ่งที่สังเกตมีความเร็วเข้าใกล้แสง

จากความพยายามในการศึกษาเรื่องแสงซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์กายภาพที่สำคัญอย่าง หนึ่งของศาสตร์ทางฟิสิกส์เพราะแสงเป็นคลื่น ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงว่าน่าจะมีตัวกลางที่เรียกว่า “อีเธอร์” (ether) พวกเขาเชื่อว่าแสงเคลื่อนที่ในตัวกลางดังกล่าว และเมื่อผู้สังเกตเคลื่อนที่สัมพัทธ์กับแสง กล่าวคือถ้าเคลื่อนที่ไปในทิศเดียวกับแสง ความเร็วของแสงที่วัดได้จะลดลง หากเคลื่อนที่ในทิศตรงข้ามเมื่อวัดความเร็วแล้วก็จะพบว่าแสงเพิ่มขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามทำการทดลองเพื่อสอบความเชื่อดังกล่าวต่างๆ แต่ก็วัดความเร็วแสงได้เท่ากันทุกครั้ง ไอน์สไตน์ จึงนำเสนอสมมติฐานใหม่ว่าความเร็วแสงมีค่าคงที่ และกฎต่างๆควรจะมีรูปแบบเหมือนกันสำหรับผู้สังเกตทุกคนที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ซึ่งถือว่าขัดแย้งกับความเชื่อของนักวิทยาศาสตร์ทุกคนในยุคนั้น

ไอน์สไตน์ทำให้เราเข้าใจว่าเวลาไม่ใช่สิ่งสัมบูรณ์ที่ทุกคนจะวัดได้เท่ากัน และเมื่อแสงสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากันในทุกกรอบอ้างอิง “อีเธอร์” ก็เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป

และในวันที่ 27 กันยายนไอน์สไตน์นำเสนอรายงานในหัวข้อ “จริงหรือไม่ที่ความเฉื่อยขึ้นอยู่กับพลังงานภายในของวัตถุ” (Does the inertia of a body depend on its energy content?) ซึ่งมีสมการ E=mc2 อันโด่งอยู่ในหัวข้อดังกล่าว

สมการนี้แสดงความสัมพัทธ์ระหว่างมวลและพลังงาน อธิบายได้ว่าเมื่อเพิ่มพลังงานให้กับมวลมีความเร็วเพิ่มขึ้น มวลนั้นก็จะมีค่าเพิ่มขึ้นด้วย จากทฤษฎีนี้ทำให้นำสู่ผลที่ว่าไม่มีอะไรเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง

แม้ว่าไอน์สไตน์จะใช้เวลาเพียงแค่ 4 เดือน ในการสร้างผลงานปฏิวัติโลกด้วยผลงานเด่นๆ 3 ผลงาน คือ “ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก” (Photoelectric Effect) “การเคลื่อนที่แบบบราวเนียน” (Brownian Motion) และทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ แต่โลกต้องใช้เวลาเพาะบ่มยาวนานมากเพื่อที่จะทำความเข้าใจผลงานของเขา

ใช่ว่าไอน์สไตน์จะมีผลงานแค่ในปีมหัศจรรย์เท่านั้น ก่อนหน้านี้เขาก็ได้สร้างผลงานออกมา เพียงแต่ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง กระนั้นก็ตามผลงานเหล่านั้นมีบทบาทอย่างมากกับผลงานต่อๆ มาของเขา และในปี พ.ศ.2458 เขาได้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General relativity theory)

ไอน์สไตน์กล่าวว่า พระเจ้าไม่ได้ทอดลูกเต๋า นั่นเพราะเขาไม่เชื่อในทฤษฎีทฤษฎีหนึ่ง และเขาก็เสียชีวิตจากไปแบบม่เคยเชื่อในมันเลย ทฤษฎีนั้นคือ กลศาสตร์ควอนตัม

ในช่วงแรกๆที่ทฤษฎีนี้เพิ่งเป็นที่รู้จัก นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์มักจับยัดมันลงไปในเรื่องของพวกเขา แต่ก็ต้องเจอกับปัญหาในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับอะตอม มีนักฟิสิกส์คนหนึ่งได้ทำนายเกี่ยวกับยุคแต่ละยุคว่า ศตวรรษที่ 19 ถูกเรียกว่า ยุคแห่งเครื่องจักร ศตวรรษที่ 20 นั้นเป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร และเขาบอกว่าเขาเชื่อว่า ศตวรรษที่ 21 จะเป็นยุคของควอนตัม

อีกหลายสิบปีข้างหน้า ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่ เราก็จะได้เห็นว่าโลกของควอนตัมนั้นจะเป็นไปได้จริงมากหรือน้อยเพียงไร

+ + + + + +

* ทั้งหมดที่ข้าพเจ้าพล่ามมานี้ บัลดาลใจจากการอ่าน A Short History of Neraly Everything ของ Bill Bryson / Blackholes and Time Warps ของ Kip S. Thorne และข้อเขียนบางชิ้นของ Carl Sagan

+ + + + + +

หมายเหตุ ข้อเขียนชิ้นนี้เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งในงานแสดงของ กวิน บุญธารา ที่เคยปรากฏในการแสดงนิทรรศการ write สาระ ของกลุ่ม absurd social ซึ่งจัดแสดงขึ้นที่หอศิลป์จามจุรี ระหว่างวันที่ 20 ต.ค. – 5 พ.ย. 2551

หนังสือที่อ่านไม่จบ

blurโดยความบังเอิญ ฉันพบหนังสือเล่มหนึ่ง มันเป็นหนังสือไร้ชื่อ ไม่ปรากฏว่าผู้แต่งเป็นใคร

ฉันเริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้วันละย่อหน้า บางครั้งก็อาจมากเกินหนึ่งหน้า

แรกทีเดียวฉันอ่านมันอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะมีหนังสือหลายเล่มทีเดียวที่ยืนสงบนิ่งรอฉันอยู่บนเชล์ฟ

ฉันรักการอ่าน แต่คงน้อยเกินไปที่จะอ่านทุกเล่ม และฉันเพิ่งพบว่าฉันไม่รู้สึกอยากอ่านหนังสือมากเท่าก่อนหน้านี้อีกแล้ว

เมื่อวันเวลาล่วงเลย เหตุการณ์หรือสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ล้วนผ่านการกลั่นกรองจากประสบการณ์ในชีวิตที่มีก่อนหน้า การอ่านก็เช่นกัน บ่อยครั้งฉันพบว่า หนังสือบางเล่มก็คล้ายกัน เหมือนกันไปหมดเสียจนน่าเบื่อ ส่วนหนังสือบางเล่มก็ช่างแปลกแยกเหลือหลาย ยากนักต่อการทำความเข้าใจ หนังสือบางเล่ม เพียงแค่หนึ่งบรรทัดก็ทำให้ฉันเลิกอ่านมันไปเลย

ไม่บ่อยนักที่จะย้อนกลับไปอ่านหนังสือเล่มเดิมที่เคยอ่านจบไปแล้ว บางเล่มมีอิทธิพลกับการหายใจอย่างซับซ้อน มันทำให้ต้องย้อนกลับไปอ่านครั้งแล้วครั้งเล่า แง่มุมใหม่ๆงอกเงยออกมาจากการอ่านซ้ำๆ ย้ำๆ

โดยความบังเอิญ ฉันพบหนังสือเล่มหนึ่ง และฉันเริ่มอ่านมันช้าๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก

หนังสือไร้ชื่อ เมื่อพลิกเปิด ฟุ้งกลิ่นกระดาษไม่คุ้นเคย ลักษณะอักขระมีอัตลักษณ์ เนื้อหาไม่น่าตื่นเต้น แต่บางครั้งก็อดไม่ได้ที่ต้องอ่านสักหนึ่งย่อหน้าก่อนเข้านอน

ความคุ้นเคยเพิ่งเริ่มก่อตัวยังไม่ทันไร ขณะพลิกเปิดหน้าถัดไป ฉับพลันตัวอักษรก็อันตรธานหาย ปรากฏเพียงหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า – ฉันไม่สามารถอ่านมันได้อีก

หนังสือที่อ่านไม่จบ สิ่งเดียวที่พอจะทำได้คือกรีดเปิดหน้ากระดาษว่างเปล่า สูดกลิ่นกระดาษไม่คุ้นเคยนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าตัวหนังสือจะปรากฏอีกครั้ง เมื่อมันอยากให้ฉันอ่าน

พฤศจิกายน

novemberความเย็นแปลกหน้าทักทายฉันหน้าประตูระเบียง เมื่อเยี่ยมหน้าออกไป

ฉันก็แค่อยากจะมองดูท้องฟ้า … อืมม เธอมาแล้วสินะ ใช่สิ..นี่มันพฤศจิกายนแล้ว

พฤศจิกายน สำหรับฉันแล้ว..มันน่าประทับใจ ทว่าไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีนัก เขาว่ากันว่ามันเริ่มหนาวแล้ว แต่สำหรับที่นี่ ที่ที่ฉันยืนอยู่ อากาศมันคาบลูกคาบดอกชอบกล ร้อนๆ หนาวๆ แปลกเปลี่ยวราวจิตใจคนป่วย

พฤศจิกายนครั้งนี้สำหรับฉัน ก็เหมือนครั้งก่อนๆ ฉาบเคลือบไปด้วยไอซิ่งสีเทา ความหนาวเย็นมัวซัวสีมอซอ

อันที่จริงฉันไม่อยากจะอ้างนิทซ์เช่อีกแล้ว เพราะมันวนเวียนซ้ำซาก ทว่า ความจริงในชีวิตมันวนเวียนซ้ำซากอุบัติซ้ำชั่วนิรันดร์เหมือนที่นิทซ์เช่ว่าไว้ ทุกสรรพสิ่งหวนกลับมา ผิดเพี้ยนไปเพียงแค่ตัวละคร

ครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันหวาดกลัวอยู่ลึกๆ แม้จะแสร้งทำเป็นลืม

…ต้องมีทักษะในการใช้ชีวิตมากเพียงไรนะ ถึงจะรับมือกับการณ์อุบัติซ้ำเช่นนั้นได้

เข้าพฤศจิกาคนบ้าก็พากันออกมาเดินพาเหรด

ความป่วยไข้ของคนจิตใจอ่อนไหว มักสำแดงออกมาในช่วงนี้ อาการกำเริบปางตาย ไร้หนทางเยียวยา คงต้องรอเวลา ไม่นานอาการมันคงทุเลาลงหรืออาจต้องปล่อยให้ตายจากไปเงียบๆ

พฤศจิกาที่รัก เธอทิ้งฉันไว้กับเสียงครวญครางของโมบายเมื่อมันถูกโบยตีโดยสายลม

มันไม่ใช่เสียงที่น่าฟังนัก ทว่าไร้ทางเลือก

คล้ายว่าพฤศจิกายนบอกฉัน ปลอบอกปลอบใจให้ฟังเพลง – ฟังสิฟัง หยิบมันขึ้นมาฟัง บทเพลงของ Brett Anderson

ราวสัตว์เลี้ยงเชื่องๆ ฉันทำตามอย่างว่าง่าย ไม่ขัดขืน (คล้ายกลัวว่าพฤศจิกายนจะลงโทษ)

Brett กระซิบแผ่วเบา

…We’re like clowns, Tumbled into town now

Are full of pain now, It all seems so absurd

When every sentence and every word, Is so painful…

โอ คำปลอบใจชี้ทางฉันไปไหน

…ดินแดนรกร้างว่างเปล่า

พฤศจิกายนเดินทางมา และตลอดทั้งเดือนเป็นงานคาร์นิวัลของเหล่าคนวิกลจริต…

“Change Has Come To America”

obama victory speech

และแล้วลูกเต๋า[ที่ไม่ได้ถูกทอยโดยพระเจ้า]ก็ทอยออกมาว่าโลกต้องบันทึกชื่อของ Barack Obama เอาไว้ และอเมริกาจำต้องได้ประธานาธิบดีผิวสีคนแรก

ว่ากันว่าเหตุการณ์นี้นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของอเมริกา

ฉันยังคงประหลาดใจ ที่เช้ามาตัวเองรู้สึกลุ้นใจหายใจคว่ำ กลัวว่าเขาจะพ่ายแพ้ ทั้งๆที่ก็เห็นๆกันอยู่ว่าเขาต้องชนะ

ขณะที่อีกซีกโลกกำลังนับคะแนน ฉันนั้นตั้งหน้าตั้งตารอฟัง Speech ของเขาใจจดใจจอ อยากรู้ว่าเขาจะเอ่ยอะไรแก่อเมริกา

Speech ของ Obama นั้นไม่เคยทำให้คนฟังผิดหวังเลย ข้อความ คำพูดง่ายๆ เข้าใจไม่ยากเย็น ไม่มีถ้อยคำเลิศหรู ศัพท์แสงไม่ยาก แต่มันกินใจ ฟังแล้วน้ำตาแทบเล็ด (จริงๆนะคุณ)

ประโยคที่เขาเอ่ยออกมาว่า “change has come to America.” ฉันเชื่อว่ามีอเมริกันหลายคนน้ำตาไหล

ใครสนใจจะฟัง คลิก ที่นี่

และหากใครสนใจจะอ่าน เชิญด้านล่าง

+ + + + +

Remarks of President-Elect Barack Obama : Election Night

Chicago, IL | November 04, 2008

If there is anyone out there who still doubts that America is a place where all things are possible; who still wonders if the dream of our founders is alive in our time; who still questions the power of our democracy, tonight is your answer.

It’s the answer told by lines that stretched around schools and churches in numbers this nation has never seen; by people who waited three hours and four hours, many for the very first time in their lives, because they believed that this time must be different; that their voice could be that difference.

It’s the answer spoken by young and old, rich and poor, Democrat and Republican, black, white, Latino, Asian, Native American, gay, straight, disabled and not disabled – Americans who sent a message to the world that we have never been a collection of Red States and Blue States: we are, and always will be, the United States of America.

It’s the answer that led those who have been told for so long by so many to be cynical, and fearful, and doubtful of what we can achieve to put their hands on the arc of history and bend it once more toward the hope of a better day.

It’s been a long time coming, but tonight, because of what we did on this day, in this election, at this defining moment, change has come to America.

I just received a very gracious call from Senator McCain. He fought long and hard in this campaign, and he’s fought even longer and harder for the country he loves. He has endured sacrifices for America that most of us cannot begin to imagine, and we are better off for the service rendered by this brave and selfless leader. I congratulate him and Governor Palin for all they have achieved, and I look forward to working with them to renew this nation’s promise in the months ahead.

I want to thank my partner in this journey, a man who campaigned from his heart and spoke for the men and women he grew up with on the streets of Scranton and rode with on that train home to Delaware, the Vice President-elect of the United States, Joe Biden.

I would not be standing here tonight without the unyielding support of my best friend for the last sixteen years, the rock of our family and the love of my life, our nation’s next First Lady, Michelle Obama. Sasha and Malia, I love you both so much, and you have earned the new puppy that’s coming with us to the White House. And while she’s no longer with us, I know my grandmother is watching, along with the family that made me who I am. I miss them tonight, and know that my debt to them is beyond measure.

To my campaign manager David Plouffe, my chief strategist David Axelrod, and the best campaign team ever assembled in the history of politics – you made this happen, and I am forever grateful for what you’ve sacrificed to get it done.

But above all, I will never forget who this victory truly belongs to – it belongs to you.

I was never the likeliest candidate for this office. We didn’t start with much money or many endorsements. Our campaign was not hatched in the halls of Washington – it began in the backyards of Des Moines and the living rooms of Concord and the front porches of Charleston.

It was built by working men and women who dug into what little savings they had to give five dollars and ten dollars and twenty dollars to this cause. It grew strength from the young people who rejected the myth of their generation’s apathy; who left their homes and their families for jobs that offered little pay and less sleep; from the not-so-young people who braved the bitter cold and scorching heat to knock on the doors of perfect strangers; from the millions of Americans who volunteered, and organized, and proved that more than two centuries later, a government of the people, by the people and for the people has not perished from this Earth. This is your victory.

I know you didn’t do this just to win an election and I know you didn’t do it for me. You did it because you understand the enormity of the task that lies ahead. For even as we celebrate tonight, we know the challenges that tomorrow will bring are the greatest of our lifetime – two wars, a planet in peril, the worst financial crisis in a century. Even as we stand here tonight, we know there are brave Americans waking up in the deserts of Iraq and the mountains of Afghanistan to risk their lives for us. There are mothers and fathers who will lie awake after their children fall asleep and wonder how they’ll make the mortgage, or pay their doctor’s bills, or save enough for college. There is new energy to harness and new jobs to be created; new schools to build and threats to meet and alliances to repair.

The road ahead will be long. Our climb will be steep. We may not get there in one year or even one term, but America – I have never been more hopeful than I am tonight that we will get there. I promise you – we as a people will get there.

There will be setbacks and false starts. There are many who won’t agree with every decision or policy I make as President, and we know that government can’t solve every problem. But I will always be honest with you about the challenges we face. I will listen to you, especially when we disagree. And above all, I will ask you join in the work of remaking this nation the only way it’s been done in America for two-hundred and twenty-one years – block by block, brick by brick, calloused hand by calloused hand.

What began twenty-one months ago in the depths of winter must not end on this autumn night. This victory alone is not the change we seek – it is only the chance for us to make that change. And that cannot happen if we go back to the way things were. It cannot happen without you.

So let us summon a new spirit of patriotism; of service and responsibility where each of us resolves to pitch in and work harder and look after not only ourselves, but each other. Let us remember that if this financial crisis taught us anything, it’s that we cannot have a thriving Wall Street while Main Street suffers – in this country, we rise or fall as one nation; as one people.

Let us resist the temptation to fall back on the same partisanship and pettiness and immaturity that has poisoned our politics for so long. Let us remember that it was a man from this state who first carried the banner of the Republican Party to the White House – a party founded on the values of self-reliance, individual liberty, and national unity. Those are values we all share, and while the Democratic Party has won a great victory tonight, we do so with a measure of humility and determination to heal the divides that have held back our progress. As Lincoln said to a nation far more divided than ours, “We are not enemies, but friends… though passion may have strained it must not break our bonds of affection.” And to those Americans whose support I have yet to earn – I may not have won your vote, but I hear your voices, I need your help, and I will be your President too.

And to all those watching tonight from beyond our shores, from parliaments and palaces to those who are huddled around radios in the forgotten corners of our world – our stories are singular, but our destiny is shared, and a new dawn of American leadership is at hand. To those who would tear this world down – we will defeat you. To those who seek peace and security – we support you. And to all those who have wondered if America’s beacon still burns as bright – tonight we proved once more that the true strength of our nation comes not from our the might of our arms or the scale of our wealth, but from the enduring power of our ideals: democracy, liberty, opportunity, and unyielding hope.

For that is the true genius of America – that America can change. Our union can be perfected. And what we have already achieved gives us hope for what we can and must achieve tomorrow.

This election had many firsts and many stories that will be told for generations. But one that’s on my mind tonight is about a woman who cast her ballot in Atlanta. She’s a lot like the millions of others who stood in line to make their voice heard in this election except for one thing – Ann Nixon Cooper is 106 years old.

She was born just a generation past slavery; a time when there were no cars on the road or planes in the sky; when someone like her couldn’t vote for two reasons – because she was a woman and because of the color of her skin.

And tonight, I think about all that she’s seen throughout her century in America – the heartache and the hope; the struggle and the progress; the times we were told that we can’t, and the people who pressed on with that American creed: Yes we can.

At a time when women’s voices were silenced and their hopes dismissed, she lived to see them stand up and speak out and reach for the ballot. Yes we can.

When there was despair in the dust bowl and depression across the land, she saw a nation conquer fear itself with a New Deal, new jobs and a new sense of common purpose. Yes we can.

When the bombs fell on our harbor and tyranny threatened the world, she was there to witness a generation rise to greatness and a democracy was saved. Yes we can.

She was there for the buses in Montgomery, the hoses in Birmingham, a bridge in Selma, and a preacher from Atlanta who told a people that “We Shall Overcome.” Yes we can.

A man touched down on the moon, a wall came down in Berlin, a world was connected by our own science and imagination. And this year, in this election, she touched her finger to a screen, and cast her vote, because after 106 years in America, through the best of times and the darkest of hours, she knows how America can change. Yes we can.

America, we have come so far. We have seen so much. But there is so much more to do. So tonight, let us ask ourselves – if our children should live to see the next century; if my daughters should be so lucky to live as long as Ann Nixon Cooper, what change will they see? What progress will we have made?

This is our chance to answer that call. This is our moment. This is our time – to put our people back to work and open doors of opportunity for our kids; to restore prosperity and promote the cause of peace; to reclaim the American Dream and reaffirm that fundamental truth – that out of many, we are one; that while we breathe, we hope, and where we are met with cynicism, and doubt, and those who tell us that we can’t, we will respond with that timeless creed that sums up the spirit of a people:

Yes We Can. Thank you, God bless you, and may God Bless the United States of America.

อย่างไรเสียต้องขอบคุณข้อมูลจาก  barackobama.com

Thanks – barackobama.com

รอย

สีเทาค่อยๆกลืนกินเขา มันดูหม่นหมองยิ่งกว่าสีเทาที่เราๆมองเห็น อาจไม่แน่ว่า สิ่งที่เขาคาดหวังคือถ้อยคำปลอบโยน

เหมือนว่าเมื่อวานนี้เอง ที่ชีวิตเยี่ยมหน้าเข้ามา เคาะประตูทักทาย แต่สุดท้ายก็สลายหายไปราวไม่เคยมีอยู่

ชั่วจังหวะที่ชีพจรเต้น – อาจลืมเลือนกลิ่นไอของมันไปบ้างแล้ว ทว่ารสหวานอมขมยังกำจายอยู่ในลมหายใจ บางสิ่งบางอย่างเขม็งเกลียวและอาจไม่มีวันคลี่คลาย คล้ายว่าตกอยู่ในภาวะจำยอม – เช่นนั้นและเช่นนั้น

กลุ่มดาวทั่วทั้งจักรวาลหมุนรอบตัวเอง วนไปในทิศทางเดิมๆ เป็นไปได้ไหมที่มันจะหมุนทวนกลับ ?

“โลกหมุนรอบตัวเองจวนเจียนเข้าใกล้สามร้อยหกสิบรอบ เหนื่อยไหมนะ ล้าไหมนะ” – ความเงียบทักทายเขาด้วยประโยคสนุกนึก

“อีกไม่นานแล้วสินะ” ไม่ใช่คำตอบ ไม่ใช่คำบอกเล่า เขาแค่รำพึง

การมีชีวิตไม่ใช่เรื่องของชะตากรรมหรอก การหายใจนั่นก็ด้วย

บ้าที่สุด! บ้าที่สุด! เขาเอะอะอาละวาดตัวเอง

โชคชะตาพัดพาชีวิตมาสู่เขา แล้วอัดฉีดสารละลายบางอย่างเข้าใส่ตอนที่เขาเผลอไผล ชีวิตระเหยหายไม่รู้เนื้อรู้ตัว – ไร้ประโยชน์ที่จะพูดถึงมันอีก

ใช่ – ดวงดาวไม่หมุนทวนกลับ ไม่เลย

ระยะทางที่นำเขาก้าวย่างเข้าสู่ชีวิตนั้นยังสั้นนัก, ความผิดพลาดไม่เคยให้อภัย ไม่ว่าใครหน้าไหน มันจะทิ้งของที่ระลึกเอาไว้ – ร่องรอยนั้นจะปรากฏและตอกย้ำเสมอๆ ราวคำตำหนิที่แอบซ่อนตัวอยู่ลึกลงไปในหุบเหวลี้ลับแล้วค่อยๆดังขึ้น เมื่อเขาดิ่งลงเบื้องล่าง

ความสิ้นหวัง – เขารักมันเหลือเกิน เฝ้าคอยกกกอดมันไม่ให้ไกลห่าง หวงแหนมันเสียยิ่งกว่าชีวิต ทุกชั่วขณะเขาหวาดกลัวมันจะหนีจาก เขาจึงกระชากเอาเส้นเลือดดำออกมาล่ามมัดมันไว้ ผูกติดไว้กับตัว เอามันมารัดคอ รัดข้อเท้า เอว ข้อมือ หลัง ไหล่ น่อง ไม่เว้นแม้องคชาต ทั่วทั้งสรรพางค์กายรัดร้อยไปด้วยความสิ้นหวัง

เขาอับจนถ้อยคำ และทั้งหมดทั้งมวลที่เขาพอจะเอื้อนเอ่ยมันออกมาได้ – ลาก่อน