islands | จันทร์เสี้ยวในคืนเดือนมืดจะกลืนหาย

จู่ๆ ฉันก็รู้สึกกลัว อย่างหาเหตุผลใดๆไม่ได้ ราวกับว่า กลัวจันทร์เสี้ยวในคืนเดือนมืดจะกลืนหายไปในท้องฟ้าข้างแรมแล้วไม่กลับมาอีก กลับกันบางทีฉันก็กลัว full moon กลัวว่ามันจะเต็มดวงอยู่อย่างนั้น โดยไม่ถูกความมืดกลืนหายไปในแต่ละคืน

ถ้าไม่มีคืนพระจันทร์เสี้ยว แบบนี้ชีวิตก็ไม่โรแมนติกแบบดาร์กๆอะดิ -ไม่เอาหรอก ไม่ชิคเลย-

-ถุยย…มันฟังดูลิเกดัดจริตชะมัดเลยว่ะ คุณว่าไหม มีฟองออกมาจากประโยคตะกี้นั้นของฉันด้วย ฟูฟ่องเลยทีเดียว-

ฉันกลัวจริงๆนั่นแหละ

สตูดิโออัลบั้มชุดที่สามของ islands วงที่ฉันคิดว่าชอบที่สุดในช่วงสามสี่ปีมานี้ออกมาแล้ว (บอกก่อนว่าไม่ใช่เพราะใบหน้าของ Diamonds -Nicholas Thorburn- นักร้องนำ) พอได้ฟังแล้วฉันก็กลัว เหมือน…รู้สึกราวกับว่าชาตินี้จะไม่ได้เห็นจันทร์เสี้ยวอีกเมื่อแหงนมองไปบนท้องฟ้า

พอคนเราอายุมากขึ้น อะไรบางอย่างมันก็ไปถึงจุดคลี่คลายและเปลี่ยนแปลง

พระจันทร์มันไม่เสี้ยวทุกคืนหรอกเว้ย ถ้าจะโทษก็ต้องโทษน้ำขึ้นน้ำลง ถ้าจะโทษก็ต้องโทษโลกที่แม่งเสือกหมุน

แล้วถ้าโลก..

:: :: :: :: :: :: ::

ฉันชอบ islands เพราะ lyric ตั้งแต่ชุดแรก พอได้ฟังแล้วถึงกับ…ห่ะ..กุไม่รู้หรอกว่าใครในวงเป็นคนเขียนเพลง แต่พวกมึงอายุแค่นี้ ทำไมเขียนถึงความตายได้สวยนักวะ

อันที่จริงแล้วฉันไม่รู้หรอกว่า เนื้อเพลงมันพูดถึงความตายบ้างหรือเปล่า ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำ มันดูเหมือนบทกวีน่ะนะ

ฉันคิดว่า เนื้อเพลงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ฉันเลือกหรือไม่เลือกที่จะฟังเพลงของวงนั้นๆ

เพลง swans ในชุด return to the sea ความหมายมันน่าจะเป็นหงส์หรือเปล่า? ตอนฟังฉันไม่นึกถึงหงส์เลยสักนิด ฉันนึกถึงศัพท์คำว่า swansong มากกว่า มันยังกะเพลงลาตายยังไงยังงั้น -นี่เป็นแค่ความรู้สึกนะ ไม่ใช่ความหมายจากเนื้อเพลง-

…I woke up thirsty the day I died
And the tide was swirling
My mouth is so dry
And all I see is sea to shining seas

Swans
Swans
Swans sing songs
All night long
Who knew how warm the islands would be

And who knew just how much
The sky covers me
It makes you forget what it means to be free

I climbed into the blowhole
In the ribs I found you
With a wick we lit a flame
Now look at the smoke that it blew

The mouth is so wide
Yet all I see is sea
And azure sky
A little wave and ebb tide

Rivers leak
Salt seeps in
Heals wounds
Winds pry apart…

เพลงนี้ทำให้ฉันทำซ้ำกับมันอยู่นาน ฉันฟัง ฟัง ฟัง และฉันก็พบว่า ฉันไม่ได้กำลังหาความหมาย หรือคิดว่าจะมีคำตอบอะไรรอฉันอยู่

แค่ถ้อยคำที่เรียงตัวกันขึ้น ท่วงท่าที่คืบเคลื่อนไปตามแบบของมันเอง มีความหม่นหมอง อ่อนไหว ความเศร้า และความพลิ้ว -นั่นล่ะเสน่ห์-

เป็นออกซิเจนได้เลยทีเดียว

พอมาชุดสอง Arm’s Way ก็ทำเอาฉันแทบกระอักตาย ในเพลงหนึ่งมันถามว่า

you sure you want to spend your life in jail? how you gonna spend your life in jail?

แล้วอีกเพลงก็หอนออกมาว่า…I feel evil creeping in

ฟังชุดสองแล้วฉันก็ถอนใจด้วยความสุข…ไอ้เด็กพวกนี้ ไม่รู้ว่ามันเมายาหรือเมาชีวิต ทำไมเขียนเพลงได้ดาร์กหลอนขนาดนั้น

ก่อนชุด 3 จะออก islands ปล่อย Cyanide Breath ที่ cover จาก Cyanide Breath Mint ของ Beck ที่อยู่ในอัลบั้ม One Foot In The Grave (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ลงใน myspace ...โฮกกกกก...ชอบโคตรร ได้ฟังวงที่ชอบร้องเพลงของคนที่ชอบ

:: :: :: :: ::

ฉันว่าความทุกข์มันดูจริง รับรู้ได้ง่าย และมันชัดเจนกว่าความสุข

ความสุข เวลามันมาหาคุณมันจะมาแบบลอยๆ เบาๆ จางๆ เวลามีความสุขคุณจะลืมทุกอย่าง และคุณก็จะลืมความสุขนั้นไปในเวลาอันสั้นด้วย แต่ความทุกข์สิ นึกถึงตอนมันมาสิคุณ ทบทวนดู ยังกะแม่เหล็ก มันดูดเอาความทุกข์ทั้งหมดทั้งมวลในอดีต มันพากันมา ก่อตัวขึ้นเป็นก้อนชอนไชเข้าไปในทุกอณูในตัว และแม่ง เถียงฉันสิ ว่าคุณลืมมันง่าย

มันไม่ใช่ความโหดร้ายหรอก มันคือความจริง ถ้าให้เลือก ฉันเลือกความทุกข์

:: :: :: ::

ตอนฟัง No You Don’t single แรกของชุด 3 ที่ปล่อยใน myspace ฉันก็ชอบนะ แต่ฉันรู้สึกได้เลยแทบจะในทันที – ถึงเวลา full moon แล้ว

ฉันกลัว -ยังอาลัยอาวรณ์จันทร์เสี้ยวว่างั้น-

อัลบั้มใหม่ชื่อ Vapours แปลว่าไงนะ? ควันรึ? ไม่รู้สิ

ถึงเวลาของการคลี่คลาย ฉันอ่านเจอในเน็ต Diamonds บอกว่า “I needed to withdraw from overblown metaphors and filling every possible sonic space,”

ฉันว่า full moon ก็สวยดี หรือเธอว่าไง?

ป.ล. เอาเพลงในชุดใหม่มาให้ฟัง 2 เพลง

returntotheseaislands islands-arms_way-cover cover

ยาหยอดหูขนานแท้

หลงๆเลือนๆอยู่บนโลก เผลอไผลไม่รู้สติ หลับใหลไม่กี่ตื่น เดี๋ยวเดียวเวลาผ่านไปครึ่งปี ให้เวลาใช้ชีวิต มากกว่าให้ชีวิตใช้เวลา

ดนตรีคือสินค้าที่แทบจับต้องไม่ได้อีกแล้ว ถ้าฉันอยากฟังเพลง เมื่อก่อนฉันต้องถ่อไปที่ร้าน เพื่อเลือกในสิ่งที่ตัวเองอยากจะฟัง บางทีอัลบั้มที่อยากได้ก็ไม่มีต้องสั่งเข้ามา ใช้เวลารออีกเป็นอาทิตย์ หลังจากละเลียดปกซีดีอยู่ในนั้นค่อนวัน เดินวนไปมา แล้วควักเงินแลกมันมา กระเป๋าแทบฉีก แต่เดี๋ยวนี้ ถ้าฉันอยากฟังเพลง นั่งหน้าจอ แล้วหาโหลดเอาตามไซต์เถื่อน

คนทำเพลงส่วนใหญ่น่าจะเลิกคิดมากไปแล้วในเรื่องลิขสิทธิ์ ห้ามไม่ได้หรอกที่เพลงของตัวเองจะว่อนเกลื่อนในเน็ต ในเมื่อทำดนตรีออกมาแล้ว ยังคิดว่าต้องรอให้คนมาซื้ออย่างถูกกฏหมาย ก็น่าจะทำเก็บไว้ฟังคนเดียว

ฉันว่าให้มันดูดกันไปมาตามซอกมุมในเว็บโน้นนี้ แบบเถื่อนๆ คงจะดีกว่าให้เพลงถูกเปิดฟังกันในวงแคบๆ

หยอดหูเถอะ เผื่อจะหายคัน

+ + + + + + + + + +

antlers

The Antlers | Hospice | sample track >> Two

นานๆจะเจอวงอินดี้ฝั่งอเมริกาที่ฟังแล้วไม่รู้สึกหมั่นไส้ (แต่เดี๋ยวนี้ฉันว่า วงอินดี้ยุโรปบางวงก็น่าหมั่นไส้พอกัน) lylic เต็มไปด้วยเรื่องเล่าเศร้าสลด คลุมเครือ อุปมาอุปไมแต่ก็ไม่น้ำเน่าเสียจนเอียน มีบางแทรคฟังดูเศร้าราวกับเพลงสวดในงานศพ

ฉันชอบเสียงร้องที่ดังงึมงำอยู่ในคอแบบนี้ ไม่รู้มันร้องว่าอะไร แต่ฟังแล้วเพราะดี

ฉันว่าอัลบั้มนี้มันไพเราะก็เพราะเพลงออกไปทางหม่นหมองเกือบทุกเพลง คุมโทนอยู่จริงๆ (แต่ไม่ชอบปก CD ที่มันดูธรรมดาไป ไม่เข้ากับดนตรีข้างในเลย)

+ + + + + + + + + +

The album leaf

The Album Leaf | In A Safe Place | sample track >> window

มาอีกแล้ว ซาวน์ดเหงาๆหลอนๆ ซึมเซา ราวกับคนติดยานอนหลับ วงนี้ออกมาแล้วสี่ชุด In A Safe Place เป็นชุดที่สาม ออกในปี 2004 ฉันว่าชุดนี้มันถูกจริตกับฉันมากกว่าชุดอื่น (ส่วนชุดสี่ Into The Blue Again ที่ออกปี 2006 นั้นฉันว่าเสียงสังเคราะห์มันชัดไปนิดฟังแล้วสแลงรูหู) แว่วๆมาว่า กำลังทำชุดใหม่กันอยู่ และจะออกในปี 2010 ก็อยากฟังนะ แต่คงไม่ถึงกับตั้งตารอ

+ + + + + + + + + +

papercuts_YCHWYW

Papercuts | You Can Have What You Want | sample track >> Future Primative

วงอินดี้ป๊อปอีกแล้ว เมื่อพูดถึงป๊อป ฉันก็มักจะนึกถึงคำพูดของ จอห์น โคลเทรน เขาเคยพูดไว้ทำนองว่า “ไม่ ช้าทุกบ้านในอเมริกาจะเปิดและพากันฟังดนตรีป๊อบ และบางทีมันก็อาจจะเข้ามามีส่วนในดนตรีแจ๊ซบ้างในอนาคต”

วงนี้เป็นป๊อปล้วนๆ ไม่มีแจ๊ซเจือปนหรอก อย่าได้คิดว่าที่ฉันยกคำของโคลเทรนมาก็เพื่อจะพูดพาดพิงถึงดนตรีของวงนี้ เปล่าซะหน่อย

ธรรมชาติของเพลงป๊อปนั้นฟังง่ายมีแทรคติดหูสักสองสามเพลง เราก็ยินดีควักเงินในกระเป๋าแลกแล้วล่ะ –อ๊ะ แต่เดี๋ยวนี้อาศัยดูดเอาจากไซต์เถื่อนในอินเตอร์เน็ต -ถึงยังไง ฉันคิดว่ามีหลายคนยอมเสียเวลาดูดมันออกมาฟังอยู่ดีล่ะ เพราะมันฟรี ไม่มีมูลค่า และเวลาก็ตีเป็นราคาไม่ได้

เกี่ยวกับวงนี้ที่ฉันพอจะบอกได้นะเหรอ ก็เหมือนชื่อปกอัลบั้มแหละ You Can Have What You Want

+ + + + + + + + + +

arktic monky

Arctic Monkeys | Humbug | sample track >> Crying Lightning

ว๊าย ว๊าย ว๊าย มาแล้ว Studio albums ชุดที่สามของวงเด็กแนว ไอ้เด็กลิงพวกนี้เก่งไม่หยอกนะคะคุณ โตมาจากการร้องเพลงในผับอังกฤษ ทำเดโมแล้วเบิร์นแจกตามที่ต่างๆที่เค้าไปเล่นคอนเสิร์ต (อย่าได้คิดว่ามันเป็นคอนเสิร์ตแบบเวทีใหญ่เท่าบ้านเนื้อที่สองไร่นะฮะ ที่โน่นคนดู 20 คน เค้าก็เรียกคอนเสิร์ตแล้วฮ่ะ)

เพลงของพวกเขาถูกพูดปากต่อปาก EP Five Minutes with Arctic Monkey 1,500 แผ่นขายเกลี้ยงแทบจะทันทีที่ออกวาง เล่ากันว่าแถวเข้าคิวซื้อ EP นี้ยาวเหยียดจนตื่นกันทั้งย่านเมืองในลอนดอน ทั้งๆที่ไม่มีค่ายได้มาหนุนเลย เห็นมะไม่ต้องพึงพาระบอบทุนเลย แต่สุดท้ายเค้าก็เซ็นสัญญามีค่ายไปเรียบร้อยแล้ว

+ + + + + + + + + +

Beirut_The_Flying_Club_Cup

Beirut | The Flying Club Cup | sample track >> Nantes

The Flying Club Cup ฟังแล้วนึกถึงหนังยุโรปเก่าๆ เห็นภาพบรรยากาศในชนบทแถบยุโรปตะวันออก

ดนตรีแบบนี้ใครๆก็เรียกโฟลค์ ไม่รู้สิ ด้วยเครื่องดนตรีด้วยเสียงร้อง มันทำให้ถูกเรียกยังงั้น

+ + + + + + + + + +

trouble in dream

Destroyer | Trouble in Dreams | sample track >> Foam Hand

Destroyer เป็นชื่อที่ Daniel Bejar ใช้เป็นชื่อในการทำอัลบั้มเดี๋ยวของตัวเอง Dan นักร้องนักแต่งเพลงคณะ The New Pornographers และอื่นๆ -โปรเจ็กต์ดนตรีของพวกคนทำเพลงฝรั่งมันเยอะเนอะ ทั้งเป็นสมาชิกของหลายวง ทั้งที่ยังทำเพลงอยู่และแตกตายหายไปแล้วก็ด้วย

ฉันชอบชื่ออัลบั้ม Trouble in Dreams มันฟังดูแย่ดี ฉันว่า Dan เขาเขียนเพลงได้อ่านแล้วงงๆ ฟังดูเหมือนคนบ่นไม่อยู่กะร่องกะรอย แต่เพราะว่ะ อัลบั้มนี้ฉันชอบเพลง Foam Hands ลองฟังดูดิ ถ้ารู้เรื่องว่ามันพูดถึงอะไรก็บอกกันหน่อยนะ ฉันชอบแต่ฟังไม่รู้เรื่อง

+ + + + + + + + + +

god_help_the_girl-cover

God Help the Girl | God Help the Girl | sample track >> Musicians, Please Take Heed

God Help The Girl เป็นทั้งชื่อ โปรเจ็กต์ ชื่ออัลบั้ม และชื่อศิลปิน มันเป็นโปรเจ็กต์ล่าสุดที่ Stuart Murdoch เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง

Stuart Murdoch เป็น vocal ของ Belle&Sebastian ฉันชอบเขาเอามากๆทีเดียว เหตุผลเพียงเพราะเขามักจะเขียนเรื่องเล่าของเขาเป็นเรื่องเป็นราวไว้หลังปก ซีดี เกือบทุกๆ ชุดของ B&S

ปีที่แล้วได้ฟังซิงเกิ้ลที่ออกมาเดี่ยวๆ ของ God Help The Girl ที่ชื่อ The Psychiatrist Is in ตอนนั้นก็ตั้งตารอว่าเมื่อไหร่ตัวอัลบั้มจะออก

ว่ากันว่าโปรเจ็กต์นี้เป็นโปรเจ็กต์ป๋าดันของคุณพี่ Murdoch เค้าล่ะ สาวๆแต่ละคนที่พ่อคัดมา แจ่มๆ ทุกคนเลย -ให้ตายสิ-

หลังจากโปรเจ็กต์นี้แล้ว ฉันก็หวังว่า ไม่นาน อัลบั้มใหม่ของ B&S คงจะออกบ้าง ฉันคิดว่าการทำโปรเจ็กต์นี้ ทำให้การออกอัลบั้มที่เคยมีมาสม่ำเสมอต่อเนื่องของ B&S ต้องสะดุดเล็กน้อย

+ + + + + + + + + +

Maia Hirasawa

Maia Hirasawa | GBG vs STHLM | sample track >> I will sing for you

ถ้าจำไม่ผิดเธอเป็นลูกครึ่งสวีเดน-ญี่ปุ่น ตอนที่ได้ฟังครั้งแรก ฉันนึกถึง Bjork และน่าจะจริงว่า ดนตรีของ Bjork นั้นมีอิทธิพลกับเธออยู่เหมือนกัน

จะว่าไงดีล่ะ เพลงของเธอมันออกป๊อปๆแบบสแกนดิเนเวียละมั้ง ฟังสนุกสนาน สดใส

ชื่ออัลบั้ม GBG vs STHLM นั้นเป็นชื่อย่อของเมืองสองเมืองที่เธอผูกพันด้วย Gothenburg และ Stockholm ฉันคิดว่าคงจะมีคนหลงใหลได้ปลื้มกับเธออยู่ไม่น้อย ก็เธอออกจะเก๋ เท่ และมีแนวซะขนาดนั้น

+ + + + + + + + + +

noah

Noah and the Whale | The First Days of Spring | sample track >> Stranger

ฟังชุดเก่า Peaceful, the World Lays Me Down ยังไม่หายเบื่อเลย ออกชุดใหม่มาอีกแล้ว

ชุดนี้ออกวางขายเดือนสิงหา แต่มีโหลดในเน็ตกันให้ว่อนก่อนหน้าตั้งสองสามเดือน

เอกลักษณ์ของวงนี้คือการสมสู่กันระหว่างท่วงทำนองของอินดีกับดนตรีโฟลค เครื่องดนตรีอย่าง fiddle / tambourine / trombone และ trumpet มีส่วนช่วยมาก มันทำให้เกิดความต่าง

The First Days of Spring นั่นฉันว่าเสียงของ bass drum ค่อนข้างชัดเจนและมีน้ำหนักกว่าชุดที่แล้ว แต่เสียงของ fiddle จางลงนิดหน่อย

+ + + + + + + + + +

nurses

Nurses | Apples Acres | sample track >> Technicolor

เจอวงนี้โดยบังเอิญ ถึงกับหลงใหลได้ปลื้มอยู่นานสองนาน แทบไม่ต้องเสียเวลาใช้สมองคิดเลย เพราะมันต้องใช้หูฟัง..แม้ใครอาจจะเถียงว่าเพลงบางเพลงต้องใช้สมองฟังก็ตาม แต่สำหรับวงนี้ไม่เลย ใช้หูล้วนๆฮะ ไม่ต้องคิดอะไรกันมาก

พอได้ฟัง Technicolor แทรคแรกของอัลบั้มนี้ก็ถึงกับต่อมแตก ความแร่ดที่มีทั้งหมดทั้งมวลก็พุ่งปรี๊ด

+ + + + + + + + + +

eulogy Olafur-Arnalds_Found-Songs cv

Ólafur Arnalds | Eulogy for Evolution, Found Songs, Variations 0f Static | sample track >> Faun

เพลงแบบที่ชอบ ถ้าเคยฟัง Sigur Rós คงนึกออก สุ้มเสียงหนาวๆเย็นๆ ฟังแล้วเหงาแทบขาดใจ (พูดให้เวอร์ไปงั้นแหละ)

สำหรับพ่อคนนี้ ขอเชียร์ 3 ชุดเลยแล้วกัน เพราะหลงหัวปักหัวปำ เพลงที่ว่าเพราะๆนี่ก็มาจากเครื่องดนตรีธรรมดาๆ กลอง กีตาร์ เปียโน แบนโจ อัลบั้ม Eulogy for Evolution นี่ของคุณเค้าเก๋นะฮะ มีชื่อ track เป็นตัวเลข อันนี้ก็ไม่รู้ว่าแกจะซ่อน symbol อะไรไว้รึเปล่า ก็ฟังไปแบบคนโง่ฮะ ไม่ได้สนใจอะไร เอาเพลงเพราะเข้าหูเป็นพอ

ส่วน EP อีกสองชุด—ถ้าใครหลงลืมอดีตอันเจ็บปวดแต่หนหลังไปเสียสนิทแล้ว ก็ไปหามาฟังเถอะ เป็นการทรมานตัวเองที่คลาสสิคสุดๆเลยก็ว่าได้ (อ้อ ตอนฟัง แนะนำให้เอาตัวเองไปแช่ช่องฟรีซด้วย)

+ + + + + + + + + +

ghost

Radical Face | Ghost | sample track >> Welcome Home, Son

จะบอกว่าฟังเพราะชอบปก CD ก็ดูกระไรอยู่ ฉันไม่รู้ว่า คำว่า Ghost นอกจากจะหมายถึงผี / วิญญาณแล้วมันจะมีความหมายอะไรได้อีก ฉันฟังอัลบั้มนี้แล้วกลับรู้สึกถึงภาพลวงตามากกว่าผี

ฉันไม่รู้หรอก ขี้เกียจตีความ ที่รู้มาก็คือ อัลบั้มนี้เป็นคอนเซ็ปต์ที่คนทำดนตรีผูกร้อยเพลงแต่ละเพลงเข้าด้วยกันโดยยึดเอาเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านเป็นแกน -คนทำเพลงถ้าไม่เป็นพวกที่รักบ้านมากก็คงเป็นพวกที่โหยหาบ้านเพราะจากบ้านมานาน

ฉันว่าอัลบั้มนี้มันออกเหงาๆนะ แต่ไม่ถึงกับขาดใจตาย

+ + + + + + + + + +

phoenix-alphabetical

Phoenix | Alphabetical | sample track >> Everything Is Everything

นี่ไม่ใช่อัลบั้มใหม่ของวงนี้ มันเป็นชุดที่สอง ออกปี 2004 –

ว่าไงดีล่ะ มันก็ไม่ได้ไพเราะโคตรหรอก มันออกจะเป็นเพลงร็อคธรรมดานะ แต่มันฟังดู…

อืมม …คุณนึกภาพจิ้กโก๋ไฮโซฝรั่ง หน้าตาจิ้มลิ้มบอบบาง เดินเที่ยวแถวๆข้าวสาร ดวดสาโทแล้วเมาตาเยิ้มสิ มันอะไรทำนองนั้นแหละ ฉันว่ามันดูน่ารักดีออก

+ + + + + + + + + +

Wendy Sutter wendy

Wendy Sutter, cello – Philip Glass, piano | Philip Glass – Songs and Poems for Solo Cello

ผลงานของ Philip Glass นักแต่งเพลงที่ว่ากันว่าทรงอิทธิพลที่สุดในปลายศตวรรษที่ 20

แต่ สำหรับฉัน อืมมม..ฉันไม่ตื่นเต้นกับ Glass เท่ากับเสียงเสียดทานที่เกิดจากการชักเชลโลของ Wendy Sutter นักเชลโลที่จัดว่าสวยหรู ดูดี

ถ้าคุณเคยดู Crouching Tiger, Hidden Dragon และจำเสียงเครื่องสายที่ประกอบในภาพยนตร์ได้..นั่นละๆ มันเป็นผลงานของเธอ

ฉันจะไม่แจกแจงความสามารถและชื่อเสียงของเธอนะ เพราะมันเยอะมากและนั่นก็ไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้ฉันฟังเสียงเชลโลของเธอ

มันแน่อยู่แล้วที่เสียงเครื่องสายจะฟังดูหม่นหมองและเศร้า แต่จังหวะของ Sutter มันอาจไม่คล้ายอย่างนั้น ฉันว่าฟังดูค่อนข้างวังเวงและมีเสน่ห์ประหลาด มันมีรสชาติชนิด..bitter-sweet คงไม่สาธยายอะไรมาก ต้องไปฟังเอาเองแล้วกันว่ามันถูกกะรูหูคุณรึป่าว

This is England

THISISENGLAND_quad_new

ทีแรกฉันหวังว่าจะได้ดู หนัง satirize ที่ยืมปากเด็กก่นประณามโลกหรือสังคม แบบหนังของ Harmony Korine แต่ปรากฏว่าฉันไม่เจออะไรที่รู้สึกว่ายียวนกวนส้นตีนในหนังเรื่องนี้เลย

ฉันไม่ผิดหวังหรอก มันแค่ต่างไปจากที่ฉันหวังไว้

ฉันไม่ใช่นักดูหนัง แค่ดูเพราะรู้สึกอยากดู สำหรับฉันแล้วมักจะมีไม่กี่อย่างในหนังที่ทำให้รู้สึกชอบ เช่นว่า มี wording ดีๆโดนๆ ก็พอจะทำให้หลงหัวหักหัวปำได้ หรืออีกประเภทคือ ไม่ต้องมี wording หรือไดอะล็อกฟังดูดี แค่ทำให้เชื่อในภาพที่เห็น ก็พอแล้ว

This is England เล่าเรื่องอังกฤษในยุค 80 -ใช่- มันเป็นหนังเสียดสีและมันอาจถากถางด้วยท่าทีเสียจิตของ Shane Meadows

แน่นอน มันเจ๋งมาก เพราะภาพทำให้เห็นแบบที่มันเป็น -ฉันไม่อาจยืนยันหรือบอกได้ว่าอังกฤษในยุค 80 เป็นเหมือนที่เห็นในหนังหรือเปล่า แต่ภาพมันทำให้ฉันเชื่อ-

ในฐานะที่ฉันเป็นคนดูชาวเอเชียน่ะนะ แต่ฉันไม่รู้สึกเห็นด้วยกับสิ่งที่นักวิจารณ์ภาพยนตร์หลายๆคนในบ้านเราพูด ว่ามันเสียดสียังงั้นยังงี้

แน่นอน ฉันรู้ว่ามันเป็นหนังเสียดสี แต่ฉันแค่สงสัย

เพียงสัมผัสผิวเผิน ฉันไม่ใช่คนอังกฤษที่เติบโตมาในยุค 80 ฉันเพิ่งจะรู้จักสงครามฟอล์คแลนด์เมื่อแปดปีที่ผ่านมานี้เอง ฉันไม่รู้สึกสะใจหรอกที่ได้เห็นมาการ์เร็ท แธทเชอร์ถูกตบหน้าแหก และฉันไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับสงคราม เพราะฉันไม่เคยต้องสูญเสียอะไรจากสงครามโดยตรง อย่างมากฉันก็แค่รู้สึกเศร้ากับภาพที่เห็น ฉันแค่รับรู้ว่ามันเสียดสี ไม่รู้ว่านักวิจารณ์บ้านเรามันจะอินกันเวอร์อะไรขนาดนั้น

ฉันชอบอาการเสียจิตของ Shane Meadows ฉันว่าถ้าเค้าจิตปกติ หนังเขาไม่ออกมาอย่างนี้แน่ ไม่รู้สิ ฉันคิดว่าหนังที่ลึกซึ้งจนทำให้คนดูรู้สึกอิน มันต้องออกมาจากจิตที่พลุ่งพล่าน อัดแน่นไปด้วยแรงกดดัน และหนังเรื่องนี้ทำให้ฉันรู้สึกอย่างนั้น

ฉันหลงรักการเติบโต การเปลี่ยนผ่านในวัยเด็กของฌอน

ฉันไม่กล้าพูดหรอกว่า ไอ้เด็กฌอนนี่แม่งมันเท่ว่ะ เพราะเด็กอายุ 12 คงไม่รู้สึกว่าตัวเองเท่ห์ ที่พ่อต้องมาตายในสงคราม และต้องเติบโตขึ้นท่ามกลางความสับสน ในสังคมที่คลั่งชาตินิยมไม่ลืมหูลืมตาแบบนั้น

ฉันกำลังคิดว่า ในยุคปี 80 จะมีเด็กสักกี่คนที่เป็นแบบฌอน

บางที ฌอนอาจจะรู้ซึ้งดีถึงคำว่า สงครามและอุดมการณ์ ทั้งๆที่เขาไม่ผ่านสนามรบมาเลย เขาอาจจะเข้าใจความเป็นชาติมากกว่าผู้ใหญ่ในยุคของเขา หลังจากที่เขาเหวี่ยงความเป็นชาติทิ้งลงทะเลไป

ฉันชอบฉากจบของหนัง ซึ่งก็คงเหมือนกับที่หลายๆคนชอบ เพลงที่ชอบ Please Please Please, Let me get what I want. ของ The Smiths กับภาพที่ทำให้เชื่อ

End Scene

How to build a human

how-to-build-a-human

อาจนานมาแล้วที่มนุษยชาติพยายามจะค้นหากำเนิดที่มาของตัวเอง
ผ่านการคิดเป็นทฤษฎี นำไปสู่การทดลอง เมื่อคลี่คลายข้อสงสัยสิ่งหนึ่งออก ความลี้ลับประเด็นใหม่ๆก็เกิดขึ้นอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า…

How to build a human เป็นสารคดีโดย BBC บรรจุเรื่องราวไว้ด้วยกัน 4 ตอน ทั้งสี่เรื่องทำให้ตื่นตาตื่นใจกับชีวิตไปได้พักใหญ่
สี่ตอนที่ว่าคือ Creation | The Predictor | The secret of sex | Forever young

สิ่งที่เห็นจากการได้ดูนี้ก็คือ มีการแสดงให้เห็นถึงความพยายามไขปมความลับของ DNA และบอกเล่าถึงสิ่งที่เป็นไปได้ในอนาคต เช่นว่าวันหนึ่ง บนถนนที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้เราอาจบังเอิญเดินพบตัวเองที่มาในรูปของเด็กอายุ 5 ขวบ

ต่อจากนั้น สารคดีตอนที่สองก็ทำให้เราหมกมุ่นเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองด้วยการ บอกว่ายีนในตัวเรานั้นสามารถพยากรณ์ทำนายชะตากรรมของเราได้ เราสามารถล่วงรู้ความตายของตัวเองได้จากยีนพันธุกรรม..โอ พระเจ้า! นี่ถ้าเรากำลังอยู่ในยุคมืด ศาสนจักรคงเอานักวิทยาศาสตร์พวกนี้ไปเผาไฟ

ตอนที่สาม นักทดลองก็ใช้วิทยาศาตร์เป็นเครื่องมือในการบอกเราเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการสร้างมนุษย์

เซ็กซ์ไม่ได้เป็นเรื่องซับซ้อน เราจะเกิดมาไม่ได้เลยหากไม่มีชายหนึ่ง หญิงหนึ่ง และทั้งคู่ก็ระบำเมถุนใส่กันอย่างเมามันแล้วหลังจากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของธรรมชาติที่จะจัดการว่า มนุษย์แบบไหนที่จะได้ออกมาดูโลกหลังจากกิจกรรมนั้นได้เกิดไปแล้วประมาณเก้าเดือน

แต่ถ้าฉันจะบอกว่าไอ้ที่เอ่ยมามันเป็นกระบวนการที่แสนเชย เพราะวิวัฒนาการอาจจะทำให้แค่จูบหนึ่งครั้งก็สามารถปล่อยพันธุกรรมที่เข้ากันได้ออกมา เราอาจเลือกได้ว่าเด็กที่เกิดมาจะเป็นหญิงหรือชายก็ได้ โดยที่แทบไม่ต้องมีเซ็กซ์กันเลย

ในอนาคต เซ็กซ์อาจมีความหมายแค่เพียงการปลดปล่อยความกำหนัด ไม่ใช่เซ็กซ์เพื่อกำเนิดมนุษย์อีกต่อไป

และสุดท้าย การค้นพบและค้นคว้าที่สารคดีชุดนี้บอกเรา อาจทำให้คนที่มีชีวิตอยู่ในร้อยปีข้างหน้าฝันหาแต่ความตาย เพราะพวกเขากำลังหาวิธีหยุดความแก่ คำตอบของมัน เขาว่าถูกซ่อนอยู่อย่างลึกลับในเซลล์ของร่างกายเรา

ฉันไม่เชื่ออะไรนัก เว้นเสียแต่มันจะเป็นวิทยาศาสตร์ เรื่องที่สารคดีชุดนี้นำเสนอ มันคือวิทยาศาสตร์ และฉันพยายามอย่างยิ่งที่จะมีความเชื่อในสิ่งที่สารคดีชุดนี้บอก แต่ก็ยังคลางแคลงใจ…วิวัฒนาการของเราจะเป็นไปเช่นนั้นจริงหรือ

ฉันกำลังมีชีวิตอยู่ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 และดูเหมือนความเจริญทางเทคโนโลยีของมนุษยชาติจะก้าวกระโดดไปไกลหลายขุม มันทั้งน่าทึ่งและน่าตื่นเต้น แต่กระนั้นก็สลัดไม่พ้นไปจากความกลัว

+ +

สารคดีชุดนี้มีให้ดูใน youtube ครบทุกตอน

ฟังเพลงคั่นเวลา

the-law-of-the-playground

The Boy Least Likely To | The Law Of The Playground

หลังจาก The best party ever ชุดแรกที่ออกในปี 2005 ก็แทบไม่มีวี่แววเลยว่าจะได้ฟังชุดใหม่ของวงนี้อีก แต่จนแล้วจนรอด ก็มีชุดสอง ซึ่งอัลบั้มนี้ใช้ระยะเวลาในการเดินทางยาวนานมาก เขาเริ่มทำเพลงชุดนี้กันตั้งแต่ กันยายน 2006 แต่กว่า I box up all the butterflies ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลแรกจะถูกปล่อยให้ฟังกันใน myspace ก็ล่วงเลยมากระทั่ง ต้นปี 2008 และกว่า The law of the playground จะคลอดก็ล่วงเลยกำหนดเวลาไปนานมาก ปาเข้า มีนาคม 2009 กว่าจะได้ฟังเต็มอัลบั้ม

ชุดนี้ทั้งสองยังคงมองโลกสดใสเหมือนเดิม

+ + + + +

my_maudlin_career

Camera Obscura | My Maudlin Career

ถือว่าวงนี้เป็นวงที่เก่ามาก เริ่มทำดนตรีกันตั้งแต่ปี 1996 แต่กว่าจะบันทึกเสียงออกแผ่นขายก็ปาเข้าไปปี 2001 เป็นการรอคอยและฟักตัวที่ยาวนาน ฉันชอบเสียงของ Kenny McKeeve ไม่มีเอกลักษณ์อะไรพิเศษในเสียงของเธอ แต่ฉันแค่รู้สึกว่าเสียงของเธอก็เหมาะและเข้ากับจังหวะดนตรีดี วงนี้ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นมากหรอก ฟังแก้เบื่อได้ เดี๋ยวนี้วงดนตรีและคนทำเพลง เกิด ผุด และตายไวยังกะเห็ดรา แต่วงนี้ก็เจ๋งจริงๆ ที่อยู่มาได้นานขนาดนี้

+ + + + +

conor_oberst1

Conor Oberst | Conor Oberst

ถ้าเคยฟัง Bright Eyes คุณอาจจะคุ้นเคยกับน้ำเสียงของ Conor Oberst แต่หากคุณเคยเป็นแฟน Bright Eyes ฉันก็คงไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้ว ท่วงทำนองแบบนี้ถูกเรียกว่าโฟลค์ ร็อค แต่อย่าไปจัดหมวดเลย เอาแค่คนร้องหน้าตาหล่อเหลาและร้องเพลงฟังได้ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ กับการที่จะหาเพลงอะไรมากระแทกใส่รูหู และฉันแค่จะบอกว่า ฉันฟังอัลบั้มเพราะชอบปกซีดี ไม่ได้ทึ่งหรือปลาบปลื้มว่าเพลงมีความฉลาดหรือมีเสน่ห์ล้นเหลือ (บางทีฉันรู้สึกว่า น้ำเสียงของ Conor Oberst ฟังดูดัดจริตเกินไป แต่ฉันก็ชอบนะ)

+ + + + +

hazards-of-love

The decemberists | The hazards of love

เป็นวงที่หาเพลงดูดตามซอกหลืบในเว็บเถื่อนได้ยากมาก ฉันได้ยินแต่เสียงบอกเล่าว่าปกซีดีของวงนี้เป็นปกที่จัดว่าสวยทุกอัลบั้ม แต่เอาเหอะ ปกจะสวยยังไง เพลงก็มีไว้ฟัง เพราะเราไม่สามารถมองเห็นคลื่นเสียงได้ นอกจากเราจะได้ยินมัน ฉันเจอ prelude แทรคแรกของชุดนี้ก็ทำเอาอึ้งแดกไปพักหนึ่ง เพราะเสียงที่ได้ยินทำให้ฉันไม่รู้ว่าเครื่องเล่น mp3 ของฉันตายสนิท หรือเพราะตัวเองหูหนวก ความยาวแทรคประมาณสามนาทีเศษ แต่พวกพี่เค้าทำคลื่นเสียงดังอื้ออึงไปตั้งนาทีสามสิบห้าวิ แปลกดี ไม่รู้จะเล่นกันยังไงแล้วมั้งนะ

ฉันชอบชื่ออัลบั้มนี้ เพราะฉันชอบคำว่าความสุมเสี่ยง ความไม่เที่ยง และเอาแน่ไม่ได้ ไม่ใช่เฉพาะกับความรัก หากแต่สำหรับทุกสิ่งที่รายล้อมรอบๆตัวเรา

อัลบั้มนี้ได้รับอิทธิพลและแรงบัลดาลใจจาก Anne Briggs นักร้องเพลงโฟลค์อังกฤษซึ่งมีชื่อในช่วงปี 1960

Anne Briggs นั้นมีอิทธิพลกับนักร้องและวงดนตรียุคนี้หลายๆวง The decemberistsเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ชื่ออัลบั้มนี้ก็เป็นชื่อเดียวกับ EP ในปี 1996 ของ Anne Briggs เพลงชุดนี้มีเรื่องราวในตัวของมัน ทั้งอัลบั้มเล่าเรื่องของหญิงที่ชื่อ Margaret สำหรับฉันมันฟังดูเป็นโศกนาฏกรรมยังไงไม่รู้ ฉันจะไม่เล่าว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร อยากรู้ก็ไปหาฟังเอาเองสิ

ฉันชอบแทรคสุดท้าย The Hazards of Love 4 (The Drowned)

+ + + + +

front-cover

Gravenhurst | Black Holes in the Sand

อืมม..จะอธิบายยังไงดีละ เพลงก็ดี ฟังได้ไม่เบื่อ ฉันคิดว่า Black Holes in the Sand นั้นเหมือนกำลังนั่งฟังคนบ่นพึมพำอะไรบางอย่างให้ฟัง แม้ว่าดนตรีช่วงสามนาทีหลังจะฟังดูน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เลวร้ายนักหรอก

ชุดนี้เป็น EP 6 แทรค

+ + + + +

front

I Can Make A Mess Like Nobody’s Business | I Can Make A Mess Like Nobody’s Business

ครั้งที่ฉันพบดนตรีชุดนี้ ฉันชอบ track แรกในทันที และฟังต่อไปเรื่อยๆ จึงได้ค้นอ่านความเป็นมาคราวๆ ตามกำลังความสามารถ

I Can Make A Mess Like Nobody’s Business นั้นเป็นโปรเจ็กต์ของ Arthur Enders [Ace] นักร้องนำวง The early November ฉันจะไม่เอ่ยกล่าวอะไรมากมายเกี่ยวกับวงนี้ เพราะฉันองก็เพิ่งเคยได้ยินชื่อ สิ่งที่ฉันประทับใจก็คือ Ace Enders นั้นเป็นคนเขียนเพลงที่อ่านหนังสือ อันที่จริงมันคงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับอเมริกา ที่คนทำเพลงจะเป็นนักอ่าน

มีข้อมูลจากบางแหล่งบอกว่าเพลงในชุดนี้ โดยส่วนใหญ่ได้รับแรงบัลดาลใจมาจากการอ่าน เช่น Track 4 Timshel ได้มาจากการอ่าน East of Eden ของ Steinbeck แทรค 6 และ 7 ได้มาจากการอ่าน Metamorphoses ของกวี Ovid

โดยหูของฉัน ฉันรู้สึกว่า ถ้าเขาโตขึ้น และหากเขายังคงเขียนเพลงและทำดนตรี ก็คงจะดีไม่น้อย ส่วนตอนนี้นั้น ฉันรู้สึกว่า เขายังมองโลกแบบเด็กหนุ่ม น้ำเสียงที่เขาเปล่งออก สิ่งที่เขาเขียนออกมา ยังอยู่ในช่วงต้นฤดูกาลของชีวิต รอวันผลัดใบอีกหลายรอบชั่วอายุ

+ + + + +

cover

Lykke Li | Youth Novels

เสียงของเธอสดใส แต่ดนตรีกลับหม่นลึก แม้จะมีจังหวะคึกคักในดนตรี ฉันฟังเสียงของเธอแล้วนึกฝันถึงตุ๊กตาหน้าแบ๊วๆ สวยหลอน ไม่ใช่ตุ๊กตา Blythe นั่นหรอกนะ ฉันว่าเธอน่ารักกว่านั้น Li เป็นสาวน้อยชาวสวีเดน ฉันจึงชอบสำเนียงและท่วงทำนองที่เธอเปล่งร้องออกมา มันฟังดูเหน็บหนาวเหมือนบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ

ฉันชอบ Time Flies เสียงของเธอดังราวกับจะขาดห้วง

+ + + + +

cover-years-of-refusal

Morrissey | Years of Refusal

ฉันชอบ Morrissey เพราะฉันรัก The Smiths ชุดนี้คุณเค้าไม่เล่นไวโอลินลุ่มลึกเหมือนชุดที่แล้ว แต่เขาทำตัวราวคนหนุ่ม (ดูจากปกซีดี เหมือนน้าแกไปฟิตหุ่นมาหรือไงกันนะ) ฟังๆไป นึกถึงดนตรียุคปลายเจ็ดศูนย์แบบ Joy Division แต่ก็ชอบนะ ปกติฉันเกลียดเสียงกลองที่ลงหนักแน่น แต่สำหรับชุดนี้ของ Morrissey ถือเป็นข้อยกเว้น และฉันชอบเนื้อเพลง เช่นเคย เพลงของเขาถนัดถากถาง ชำนาญเสียดเย้ย อ่านแล้วมันรู้สึก ความเจ็บปวดรวดร้าว ความหม่นหมอง ความปรารถนา และอะไรๆอื่นๆที่มนุษย์มนาเขาเป็นและมีกันตามธรรมชาติธรรมดา

+ + + + +

music-tape

The Music Tapes | 1st Imaginary Symphony for Nomad

คุณเคยฟังเสียงเลื่อยหอนไหม มันโหยหวนไม่หยอกเลยละ ดนตรีของวงนี้สร้างเสียงจากเลื่อย เลื่อยสำหรับเลื่อยไม้นั่นละ มันสามารถสร้างเป็นเสียงดนตรีได้หลอนโคตร ฉันไม่รู้จะแนะนำว่าไง แนะให้ฟังเสียงเลื่อย และเสียงผู้คนบ่น เสียงร้องอันน่ารำคาญยังกะคนเมา แต่เอาเถอะ ลองฟังอะไรเพี้ยนๆดูบ้างสิ

+ + + + +

noahandthewhale

Noah and the Whale | Peaceful, the World Lays Me Down

ฉันฟังอัลบั้มนี้เพราะชื่อแทรคบางแทรค เช่น 2 Aatoms in a Molecule มันเป็นโฟลค์ คุณรู้จักเพลงโฟลค์นี่ มันคือท่วงทำนองของการมองโลกในแง่ดี บอกเล่าด้วยน้ำเสียงซื่อตรงและเป็นมิตร เครื่องดนตรีนะรึ คุณก็รู้ว่ามันต้องมีเสียงเมาท์ออร์แกน เสียงไวโอลิน เสียงเกากีตาร์โปร่ง ทั้งหลายเหล่านี้ มันอยู่ในเพลงของ Noah and the Whale ฟังสิ แล้วคุณจะไม่กังวลหรอกว่า ถ้าวันที่น้ำท่วมโลกมาถึง แล้วเราจะทำไงกะชีวิตที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรเลยของเรากันดี

+ + + + +

folder

Peter Bjorn and John | Living Thing

เป็นวงของ ปีเตอร์ บียอร์น และ จอห์น เหอะ เด็กสวีเดนมันตั้งชื่อวงดนตรีกันแบบนี้เอง เรียบง่าย ไม่มีแบบแผน ไม่ต้องการขนบ ดนตรีแบบนี้ ถ้าเป็นประเทศไทยเค้าเรียกว่าวงเด็กแนว ออกมาแล้วสี่ชุด อัลบั้มนี้เป็นชุดที่ 5 ชุดนี้ ฉันชอบสามแทรคสุดท้าย โดยเฉพาะ Blue Period Picasso

+ + + + +

shehim4_

She & Him | Volume One

อืมม..มันไพเราะเชียวละ ฟังสบาย ทั้งนั่ง นอน จะตีลังกาฟังก็ยังได้
อัลบั้มนี้ไม่ใหม่นัก ออกเมื่อต้นปี 2008 แต่เพิ่งได้ตั้งอกตั้งใจฟังก็เมื่อไม่นานมานี้
ศิลปิน ตั้งชื่อว่า She & Him

She น่าจะหมายถึงตัว vocal คือ Zooey Deschanel ส่วน Him ก็คงจะหมายถึง Matt Ward คนทำดนตรีและโปรดักต์ให้อัลบั้มนี้
ฟังๆ ไป ฉันรู้สึกว่าชุดนี้ช่างมีกลิ่นคุ้นเคยอันหลากหลายรวมเข้าไว้ด้วยกัน บางครั้งก็นึกถึง Norah Jones บางห้วงก็ไพล่คิดไปถึงอารมณ์หนุกหนานเพี้ยนๆ แบบ Feist และบางทีก็นึกถึง Regina Spektor พอฟังไปๆ ก็แอบรู้สึกว่าในบางเพลง มีบางอารมณ์ที่ถอดออกมาจาก Billie Holiday
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่ว่ามาเป็นแค่ความรู้สึก

+ + + + +

folder-sad-robot

Stars | Sad Robots EP

ชุดนี้ออกเป็น EP 6 track เสียงของ Amy Millan นั่นฟังดูหงอยเหงา และดนตรีก็ส่งเสียงราวกับอยู่ในห้องทดลอง
ฉันคิดว่า Robot ไร้ความรู้สึก แต่เสียงเดียวดายในชุดนี้ ทำให้จินตนาการถึง...
ฉันน่าจะเขียนเรื่องหุ่นยนต์มีหัวใจ (แม้ว่าจะมีคนเขียนออกมาแล้วเป็นร้อยพันชิ้น)
หุ่นยนต์ชิ้นนี้ เป็นหญิงสาว เธอร้องเพลงเพราะ และเศร้าสร้อย
il pleut, il pleut,
Je pleure, je pleure, 

J'ai peur que mon temps soit expiree,
J'espere que vous viendrez me secher
J'espere que vous pouvez me reperer
J'ai peur que je vais roullier ce soir
Mon coeur,
Changera de l'acier a la poussiere

+ + + + +

yeah-yeah-yeahs-its-blitz-2009

Yeah Yeah Yeahs | It’s Blitz!

เมื่อปี 2006 มีใครคนหนึ่งเอาอัลบั้ม Show your bones ของวงนี้ให้ฉันฟัง อืมม ก็ไม่ได้ติดอกชอบใจกับเพลงมากมายนัก และสำหรับ It’s Blitz! เองฉันก็ไม่ได้ชอบ และไม่ได้ประทับใจดนตรี หรือกระทั่งนักร้องหรือคนทำดนตรีก็ไม่ ฉันแค่ชอบปกซีดี บีบไข่ให้แตกคามือได้ยังไงกันฟระ

ฉันแค่เหวี่ยงแหออกไป แล้วเพลงชุดนี้ก็ติดมากับแห จะไม่ฟังก็กระไรอยู่

อันที่จริงแล้ว ฉันก็ชอบท่วงทำนองในบางเพลงอยู่เหมือนกัน มันทำให้โยกย้ายส่ายศีรษะไปกับจังหวะได้ ไม่ต้องไปฟังให้เข้าใจ ไม่ต้องแปลว่า she ร้องบ่นอะไรออกมา แค่โยกๆ ไปตามเสียงเพลง ก็น่าจะพอแล้ว