ฉันว่าอัลบั้มนี้มันไพเราะก็เพราะเพลงออกไปทางหม่นหมองเกือบทุกเพลง คุมโทนอยู่จริงๆ (แต่ไม่ชอบปก CD ที่มันดูธรรมดาไป ไม่เข้ากับดนตรีข้างในเลย)
+ + + + + + + + + +
The Album Leaf | In A Safe Place | sample track >> window
มาอีกแล้ว ซาวน์ดเหงาๆหลอนๆ ซึมเซา ราวกับคนติดยานอนหลับ วงนี้ออกมาแล้วสี่ชุด In A Safe Place เป็นชุดที่สาม ออกในปี 2004 ฉันว่าชุดนี้มันถูกจริตกับฉันมากกว่าชุดอื่น (ส่วนชุดสี่ Into The Blue Again ที่ออกปี 2006 นั้นฉันว่าเสียงสังเคราะห์มันชัดไปนิดฟังแล้วสแลงรูหู) แว่วๆมาว่า กำลังทำชุดใหม่กันอยู่ และจะออกในปี 2010 ก็อยากฟังนะ แต่คงไม่ถึงกับตั้งตารอ
+ + + + + + + + + +
Papercuts | You Can Have What You Want | sample track >> Future Primative
ว๊าย ว๊าย ว๊าย มาแล้ว Studio albums ชุดที่สามของวงเด็กแนว ไอ้เด็กลิงพวกนี้เก่งไม่หยอกนะคะคุณ โตมาจากการร้องเพลงในผับอังกฤษ ทำเดโมแล้วเบิร์นแจกตามที่ต่างๆที่เค้าไปเล่นคอนเสิร์ต (อย่าได้คิดว่ามันเป็นคอนเสิร์ตแบบเวทีใหญ่เท่าบ้านเนื้อที่สองไร่นะฮะ ที่โน่นคนดู 20 คน เค้าก็เรียกคอนเสิร์ตแล้วฮ่ะ)
เพลงของพวกเขาถูกพูดปากต่อปาก EP Five Minutes with Arctic Monkey 1,500 แผ่นขายเกลี้ยงแทบจะทันทีที่ออกวาง เล่ากันว่าแถวเข้าคิวซื้อ EP นี้ยาวเหยียดจนตื่นกันทั้งย่านเมืองในลอนดอน ทั้งๆที่ไม่มีค่ายได้มาหนุนเลย เห็นมะไม่ต้องพึงพาระบอบทุนเลย แต่สุดท้ายเค้าก็เซ็นสัญญามีค่ายไปเรียบร้อยแล้ว
+ + + + + + + + + +
Beirut| The Flying Club Cup | sample track >> Nantes
The Flying Club Cup ฟังแล้วนึกถึงหนังยุโรปเก่าๆ เห็นภาพบรรยากาศในชนบทแถบยุโรปตะวันออก
Destroyer | Trouble in Dreams | sample track >> Foam Hand
Destroyer เป็นชื่อที่ Daniel Bejar ใช้เป็นชื่อในการทำอัลบั้มเดี๋ยวของตัวเอง Dan นักร้องนักแต่งเพลงคณะ The New Pornographers และอื่นๆ -โปรเจ็กต์ดนตรีของพวกคนทำเพลงฝรั่งมันเยอะเนอะ ทั้งเป็นสมาชิกของหลายวง ทั้งที่ยังทำเพลงอยู่และแตกตายหายไปแล้วก็ด้วย
ฉันชอบชื่ออัลบั้ม Trouble in Dreams มันฟังดูแย่ดี ฉันว่า Dan เขาเขียนเพลงได้อ่านแล้วงงๆ ฟังดูเหมือนคนบ่นไม่อยู่กะร่องกะรอย แต่เพราะว่ะ อัลบั้มนี้ฉันชอบเพลง Foam Hands ลองฟังดูดิ ถ้ารู้เรื่องว่ามันพูดถึงอะไรก็บอกกันหน่อยนะ ฉันชอบแต่ฟังไม่รู้เรื่อง
+ + + + + + + + + +
God Help the Girl | God Help the Girl | sample track >> Musicians, Please Take Heed
God Help The Girl เป็นทั้งชื่อ โปรเจ็กต์ ชื่ออัลบั้ม และชื่อศิลปิน มันเป็นโปรเจ็กต์ล่าสุดที่ Stuart Murdoch เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง
How to build a human เป็นสารคดีโดย BBC บรรจุเรื่องราวไว้ด้วยกัน 4 ตอน ทั้งสี่เรื่องทำให้ตื่นตาตื่นใจกับชีวิตไปได้พักใหญ่
สี่ตอนที่ว่าคือ Creation | The Predictor | The secret of sex | Forever young
สิ่งที่เห็นจากการได้ดูนี้ก็คือ มีการแสดงให้เห็นถึงความพยายามไขปมความลับของ DNA และบอกเล่าถึงสิ่งที่เป็นไปได้ในอนาคต เช่นว่าวันหนึ่ง บนถนนที่ไหนสักแห่งบนโลกนี้เราอาจบังเอิญเดินพบตัวเองที่มาในรูปของเด็กอายุ 5 ขวบ
หลังจาก The best party ever ชุดแรกที่ออกในปี 2005 ก็แทบไม่มีวี่แววเลยว่าจะได้ฟังชุดใหม่ของวงนี้อีก แต่จนแล้วจนรอด ก็มีชุดสอง ซึ่งอัลบั้มนี้ใช้ระยะเวลาในการเดินทางยาวนานมาก เขาเริ่มทำเพลงชุดนี้กันตั้งแต่ กันยายน 2006 แต่กว่า I box up all the butterflies ซึ่งเป็นซิงเกิ้ลแรกจะถูกปล่อยให้ฟังกันใน myspace ก็ล่วงเลยมากระทั่ง ต้นปี 2008 และกว่า The law of the playground จะคลอดก็ล่วงเลยกำหนดเวลาไปนานมาก ปาเข้า มีนาคม 2009 กว่าจะได้ฟังเต็มอัลบั้ม
อัลบั้มนี้ได้รับอิทธิพลและแรงบัลดาลใจจาก Anne Briggs นักร้องเพลงโฟลค์อังกฤษซึ่งมีชื่อในช่วงปี 1960
Anne Briggs นั้นมีอิทธิพลกับนักร้องและวงดนตรียุคนี้หลายๆวง The decemberistsเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ชื่ออัลบั้มนี้ก็เป็นชื่อเดียวกับ EP ในปี 1996 ของ Anne Briggs เพลงชุดนี้มีเรื่องราวในตัวของมัน ทั้งอัลบั้มเล่าเรื่องของหญิงที่ชื่อ Margaret สำหรับฉันมันฟังดูเป็นโศกนาฏกรรมยังไงไม่รู้ ฉันจะไม่เล่าว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร อยากรู้ก็ไปหาฟังเอาเองสิ
ฉันชอบแทรคสุดท้าย The Hazards of Love 4 (The Drowned)
+ + + + +
Gravenhurst|Black Holes in the Sand
อืมม..จะอธิบายยังไงดีละ เพลงก็ดี ฟังได้ไม่เบื่อ ฉันคิดว่า Black Holes in the Sand นั้นเหมือนกำลังนั่งฟังคนบ่นพึมพำอะไรบางอย่างให้ฟัง แม้ว่าดนตรีช่วงสามนาทีหลังจะฟังดูน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เลวร้ายนักหรอก
ชุดนี้เป็น EP 6 แทรค
+ + + + +
I Can Make A Mess Like Nobody’s Business|I Can Make A Mess Like Nobody’s Business
I Can Make A Mess Like Nobody’s Business นั้นเป็นโปรเจ็กต์ของ Arthur Enders [Ace] นักร้องนำวง The early November ฉันจะไม่เอ่ยกล่าวอะไรมากมายเกี่ยวกับวงนี้ เพราะฉันองก็เพิ่งเคยได้ยินชื่อ สิ่งที่ฉันประทับใจก็คือ Ace Enders นั้นเป็นคนเขียนเพลงที่อ่านหนังสือ อันที่จริงมันคงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับอเมริกา ที่คนทำเพลงจะเป็นนักอ่าน
มีข้อมูลจากบางแหล่งบอกว่าเพลงในชุดนี้ โดยส่วนใหญ่ได้รับแรงบัลดาลใจมาจากการอ่าน เช่น Track 4 Timshel ได้มาจากการอ่าน East of Eden ของ Steinbeck แทรค 6 และ 7 ได้มาจากการอ่าน Metamorphoses ของกวี Ovid
อืมม..มันไพเราะเชียวละ ฟังสบาย ทั้งนั่ง นอน จะตีลังกาฟังก็ยังได้
อัลบั้มนี้ไม่ใหม่นัก ออกเมื่อต้นปี 2008 แต่เพิ่งได้ตั้งอกตั้งใจฟังก็เมื่อไม่นานมานี้
ศิลปิน ตั้งชื่อว่า She & Him
She น่าจะหมายถึงตัว vocal คือ Zooey Deschanel ส่วน Him ก็คงจะหมายถึง Matt Ward คนทำดนตรีและโปรดักต์ให้อัลบั้มนี้
ฟังๆ ไป ฉันรู้สึกว่าชุดนี้ช่างมีกลิ่นคุ้นเคยอันหลากหลายรวมเข้าไว้ด้วยกัน บางครั้งก็นึกถึง Norah Jones บางห้วงก็ไพล่คิดไปถึงอารมณ์หนุกหนานเพี้ยนๆ แบบ Feist และบางทีก็นึกถึง Regina Spektor พอฟังไปๆ ก็แอบรู้สึกว่าในบางเพลง มีบางอารมณ์ที่ถอดออกมาจาก Billie Holiday
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดที่ว่ามาเป็นแค่ความรู้สึก
+ + + + +
Stars|Sad Robots EP
ชุดนี้ออกเป็น EP 6 track เสียงของ Amy Millan นั่นฟังดูหงอยเหงา และดนตรีก็ส่งเสียงราวกับอยู่ในห้องทดลอง
ฉันคิดว่า Robot ไร้ความรู้สึก แต่เสียงเดียวดายในชุดนี้ ทำให้จินตนาการถึง...
ฉันน่าจะเขียนเรื่องหุ่นยนต์มีหัวใจ (แม้ว่าจะมีคนเขียนออกมาแล้วเป็นร้อยพันชิ้น)
หุ่นยนต์ชิ้นนี้ เป็นหญิงสาว เธอร้องเพลงเพราะ และเศร้าสร้อย
il pleut, il pleut,
Je pleure, je pleure,
J'ai peur que mon temps soit expiree,
J'espere que vous viendrez me secher
J'espere que vous pouvez me reperer
J'ai peur que je vais roullier ce soir
Mon coeur,
Changera de l'acier a la poussiere
+ + + + +
Yeah Yeah Yeahs|It’s Blitz!
เมื่อปี 2006 มีใครคนหนึ่งเอาอัลบั้ม Show your bones ของวงนี้ให้ฉันฟัง อืมม ก็ไม่ได้ติดอกชอบใจกับเพลงมากมายนัก และสำหรับ It’s Blitz! เองฉันก็ไม่ได้ชอบ และไม่ได้ประทับใจดนตรี หรือกระทั่งนักร้องหรือคนทำดนตรีก็ไม่ ฉันแค่ชอบปกซีดี บีบไข่ให้แตกคามือได้ยังไงกันฟระ